EP.23 เข้าใจซักที! วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio แบบละเอียดยิบ! (Part 2/2)

จากคลิปที่แล้ว เราได้หา PE ที่เหมาะสมไปแล้ว คลิปนี้เราจะมาหากำไรต่อหุ้นในอนาคตกัน

EP.23 เข้าใจซักที! วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio แบบละเอียดยิบ! (Part 2/2)

การหากำไรต่อหุ้นในอนาคต ใน www.set.or.th จะมีประเมินไว้อยู่แล้วในแต่ละปี (ตามคลิป)

การประเมินมูลค่าหุ้น เรียกว่า เป็นการประเมินเชิงปริมาณ

แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนตกหลุมพลางอย่างที่เราบอกในตอนที่แล้วส่วนใหญ่จะไปพลาดตอนการประเมินเชิงคุณภาพ เราเลยจะเน้นการประเมินเชิงปริมาณอย่างเดียว ดังนั้น การประเมินมูลค่าหุ้นที่ถูกต้อง เราต้องประเมินให้แม่นยำด้วยว่าในเชิงคุณภาพของหุ้นตัวนี้มันจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้างในอนาคต เราจะต้องรู้จักหุ้นตัวนี้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นภาพชัดๆว่าหุ้นตัวนี้จะเป็นเท่าไหร่ในอนาคต อย่างน้อยที่สุดถ้าเป็นใน www.jitta.com สามารถทำแบบนี้ได้ด้วย ให้เราเลื่อนลงมาเลือกคำว่า Earning Per Share คือ ให้เราดูรายไตรมาสย้อนหลัง

แต่ใน www.jitta.com จะให้ดูรายไตรมาสซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีมาก หุ้นแต่ละตัวจะมีลักษณะการทำรายได้ของฤดูกาลที่แตกต่างกัน บางบริษัท Q1 ขายดี บางบริษัท Q4 ขายดี Q2 Q3 ขายไม่ดี เพราะ Q3 จะเป็นหน้าฝน เป็นต้น ดังนั้นการที่เราจำเป็นจะต้องรู้จักหุ้นของเราเชิงคุณภาพมาก ๆ สามารถทำกำไรในแต่ละไตรมาสสูงต่ำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะถ้าเขามีฤดูกาล เช่น Q1 Q4 ดี Q2 Q3 ไม่ดี พองบ Q1 ออกมา เราสามารถเอางบ Q1* Q4 ดังนั้นเราต้องรู้ว่าการเปรียบเทียบ Q1 ด้วยกันมันเป็นยังไง อย่างในกรณีนี้ คือปี 2020 กำไรต่อหุ้นของ Q1 อยู่ที่ 60 สตางค์ เมื่อเทียบกับ 2019 มันลงมานิดนึง แต่ถ้าดูในอดีตมันจะเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นต้น อย่างใน Q2 CP-ALL ได้รับผลกระทบมากพอสมควร เช่น ในเรื่องของเคอร์ฟิว อาจจะมีบางสาขาที่อยู่ในห้างหรือแหล่งชุมชน ที่ต้องปิดตัวหรือไม่สามารถเปิดถึงเช้าได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะประเมินได้แม่นยำมากแค่ไหน กำไร Q2 จะลดลงประมาณ 10% จากปีที่แล้ว เราจะนำ EPS หรือ Earning Per Share ก๊อปตัวเลขมาวางใส่ใน Excel สิ่งที่ต้องการจะหาคือ ปี 2020 (สามารถดูวิธีทำตามคลิปได้เลย) และก็จะได้ผลลัพธ์กำไรต่อหุ้น

ในความเป็นจริงแล้วอย่างหนึ่งที่เราต้องรู้ก่อนเลยว่าอย่าไปยึดติดกับตัวเลขมากเกินไป ไม่ว่าเราจะประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตยังไงมันก็ไม่ถูกต้อง 100% อย่าไปคิดว่าเราจะต้องประเมินได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง ในแง่ของการประเมินมูลค่าหุ้น ทุกคนต้องยอมรับให้ได้กับการประเมินมูลค่าที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะ มันเป็นธรรมชาติของมันที่จะไม่สามารถทำได้ *เดี๋ยวเราจะมีเครื่องมือมาช่วยลดความผิดพลาดน้อยลงและได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย* ในการลงทุนแบบ VI เป็นหลุมพรางของคนที่เป็น  Profressionist พวกที่ชอบความเพอร์เฟค ตัวเลขต้องเป๊ะ
เลยตกหลุมพรางอยู่นาน อีกกรณีนึงที่สามารถนำมาเป็นหลักการความคิดได้ สมมุติปี 2020 นี้มีวิกฤตทำให้ผลประกอบการแต่ละไตรมาสมันอาจจะลดลงอาจจะคาดการณ์ได้ยาก แต่ถ้าเรามั่นใจว่าบริษัทนี้ยังไงก็กลับมาได้แน่และกลับมาได้เร็วด้วย การคาดการณ์ เช่น 7-11 น่าจะเป็นบริษัทที่กลับมาเป็นปกติและเร็วที่สุดในตลาด นั่นแปลว่า ถ้าเราไปมองที่ปีถัดๆไป คือเหตุผลว่าทำไมเราควรถือยาวสักหน่อยเพราะมูลค่ามันจะสะท้อนหลับมาใน 2-3 ปีข้างหน้าที่วิกฤตมันผ่านมาแล้ว PE ที่ประเมินไว้ก็จะแม่นยำมากขึ้นจะในปีที่กลับมาเป็นปกติ แล้วปีไหนที่มีปัญหาการใช้วิธีการประเมินแบบปกติมันย่อมมีความคลาดเคลื่อนสูงอยู่แล้ว โดยธรรมชาติ VI เป็นคนที่มีความขี้กลัว ดังนั้น กำไรสุทธิต่อหุ้นที่เขาประเมินเขาจะค่อนข้างมั่นใจ ประมาณว่าเป็นผลลัพธ์เท่านี้

ตามสูตร P = PE*E

ก็คือ PE*EPS ก็จะ = P เป็นราคาที่เกิดขึ้นในอดีตแต่ละปี

ราคานี้คือราคาเหมาะสมที่เกิดจากเราประเมินว่ากำไรปีนี้ 2.32 ต่อหุ้น และ PE ที่เหมาะสมที่ 34.5 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมที่ 80.07 พอได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว จะต้องหา MOS 30% ก็เอา ราคาเหมาะสมของปีปัจจุบัน*0.7ได้เลย ก็จะได้ผลลัพธ์ 56.05

ทีนี้ ในกรณีของหุ้นที่เป็นหุ้นแข็งแกร่งมาก ๆ เราจจะค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นผู้ชนะในตลาด อาจจะสามารถยอมรับที่ MOS 25% หรือน้อยลงได้ แต่ในทางกลับกัน ในกรณีที่เป็นหุ้นเติบโตไม่ได้มีความแข็งแกร่งของธุรกิจมากนัก อาจจะต้องเผื่อมากกว่า MOS 30% เข้าไปอีก เช่น 40-50% เป็นต้น คือ การที่เรา Safety มันสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเสี่ยงที่มันมากขึ้นอีกหรือที่มันน้อยลงอีก เช่น เราเป็นหุ้นที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงสูง  อย่างเช่น หุ้นท่องเที่ยวที่โดนโควิด แล้วเราไม่รู้ว่ามันจะเสียหายนานแค่ไหน เราก็ต้อง Safety 30% แต่ถ้าเป็นหุ้นแข็งแกร่งก็สามารถลดลงมาได้ แต่การใช้ Telling PE มันยากตรงที่ว่า หุ้นที่เราใช้ต้องเป็นหุ้นที่เราค่อนข้างมั่นใจกับการประเมินกำไรในอนาคตว่าสามารถกลับมาเป็นตัวเลขในอดีตได้ง่ายได้เร็ว สมมุติว่า เราเอากำไรปีที่แล้วเป็นตัวตั้งก็ได้ ถือว่าเป็นการมองอีกมุมหนึ่ง เราคาดการณ์ว่าบริษัทนี้ได้รับผลกระทบโควิด ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงจะสามารถได้กำไรเท่ากับปีที่แล้วได้ เราอาจจะสามารถซื้อลงทุน โดยที่มี safety เพิ่มขึ้น เช่น 40-50% เพื่อหวังว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าที่จะกลับมากำไรเท่าเดิม ถ้ามี safety สูงแล้วราคากลับมาที่เดิมแปลว่าเราจะได้กำไรเกือบ 100 % แล้ว

Backtest คือ การที่เราทดสอบแล้วมาดูว่าเราจะได้ผลลัพธ์ยังไง สมมุติเราซื้อหุ้นปี 2015 ที่ PE 28.4 เท่า ซึ่ง safety ไม่ถึง 30% เราซื้อในราคา 43.17 ย้อนหลังกลับไปซื้อ คือ Backtest

ราคาปัจจุบันในวันนี้ 70.25

การคิดกำไร เราจะคิดกำไรแบบทบต้น ใน Excel จะมีสูตร ใช้สูตรตามนี้ได้เลย (มีตัวอย่างในคลิป)

rate คือ จำนวนปี

คือผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น  10.23% ถ้าเราซื้อที่ PE 28.4 เท่า ซึ่งไม่ได้ Safety ถึง 30% ยังได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีถึง 10% เลย ดังนั้นถ้าเราซื้อลงทุนที่ MOS ถึง 30% หรือ 25% ผลตอบแทนก็ย่อมสูงกว่า 10% แน่นอน ดังนั้น สิ่งที่เราพยายามจะบอก คือ  วิธีง่าย ๆ แค่นี้ ถ้าเรามีวินัยกับการลงทุน เมื่อ PE มันถึงเมื่อราคามันถึง Safety30% แล้วก็ต้องซื้อ แค่นั้น อย่าให้อารมณ์ความกลัวมาครอบงำเหตุผลนั้น เมื่อซื้อแล้วเรามั่นใจว่ามันไปหุ้นที่ดีก็ถือหุ้นได้ยาว

การที่เราจะลงทุนในหุ้น เราควรคาดหวังผลตอบแทนที่ 10% ขึ้นไป เพราะว่า เราต้องเอาเงินมาเสี่ยงมาก ๆ ในตลาดหุ้น เพื่อผลตอบแทนปีละ 5% เพื่ออะไร นี่คือเหตุผลว่าทำไม Safety ถึงสำคัญมาก ๆ

สิ่งที่อยากจะบอกเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่สำคัญของการนำเอากำไรไม่ว่าจะเป็นในอดีตก็ตามหรือในอนาคตก็ตามมาใช้คำนวณในเรื่องของ PE มันจำเป็นมาก ๆ ต้องตัดกำไรพิเศษออกทั้งหมด ขอย้ำว่าต้องตัดกำไรพิเศษออกทั้งหมดก่อนี่จะนำไปคำนวณ เพราะว่า กำไรพิเศษมันเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ดังนั้น มันไม่มีนัยสำคัญสำหรับการคำนวณเพื่อดูระยะยาวของมัน

ถ้าไม่เข้าใจ สามารถรับชมและทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ทางช่อง Youtube ด้านล่างนี้

https://www.youtube.com/channel/UCkkb2AUNbd4tTKv-04zgODA

ลงทุนกล้วยๆ ให้ผลตอบแทนอย่างพอเพียงฉบับมือใหม่ !!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *