EP.24 งงมานาน! เข้าใจซัก ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/BV (Part 1/2)

ต่อเนื่องจากคลิปที่แล้วซึ่งเราใช้วิธี PE กันไปแล้ว ซึ่งแนวคิดแนวทางมุมมองที่ใช้กับ P/BV เหมือนกันเลยกับ PE คือ ถ้าค่าสูงๆ ก็แน่นอนว่าแพงกว่า ถ้าค่าต่ำๆ ก็แน่นอนว่าถูกกว่า แน่นอนว่า P/BV สะท้อนคุณภาพของธุรกิจ เพียงแต่ว่ามันเป็นการมองคนละมุมมองกัน คือ PE มองในมุมการทำกำไรได้ของธุรกิจ เอาราคาไปเปรียบเทียบกับกำไรของธุรกิจ
เดี๋ยวเราจะมารู้กันก่อนว่า P/BV มันคืออะไร

EP.24 งงมานาน! เข้าใจซัก ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/BV (Part 1/2)

P/BV มองในมุมที่ราคาที่ซื้อกับทรัพย์สินสุทธิที่มีอยู่ในธุรกิจ

อย่างเช่น ถ้าเป็นร้านกาแฟ ทรัพย์สินของร้านกาแฟได้รับการประเมินแล้ว มีที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างมีเฟอร์นิเจอร์มีเงินสด รวม ๆ แล้วมูลค่า 1.5 ล้าน แต่ร้านกาแฟมีหนี้สิน 500,000 บาท ต้องหักหนี้สินออกด้วย ดังนั้น ส่วนทุนของร้านกาแฟจะเหลือ 1 ล้านบาท ดังนั้น เราต้องหักหนี้สินออกก่อน พอหักหนี้สินออก ก็จะเหลือแต่คำว่าส่วนทุนหรือส่วนเจ้าของอย่างเดียว ก้อนเงินนั้นแหละที่เราจะเอามาเปรียบเทียบว่าราคาที่เราจะซื้อเราจะมองแค่ในมุมนี้เท่านั้นว่า ระหว่างเงินที่เราซื้อกับทรัพย์สินที่มีอยู่มันมีมูลค่าเท่าไหร่ สมมุติร้านกาแฟหักมูลค่าหักหนี้สินแล้ว เหลือ 1 ล้านบาท เราก็จะมองว่าเราซื้อร้านกาแฟร้านนี้ที่เท่าไหร่ดี จะสูงกว่า1ล้านหรือต่ำกว่า1ล้านดี โดยที่ไม่ได้มองมุมการสร้างกำไรเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนทุนไม่ได้มีแค่เงินลงทุนก้อนแรกก้อนเดียว มันยังมีส่วนเพิ่มด้วย ส่วนเพิ่มหลัก ๆ ที่ว่า เรียกว่า กำไรสะสม กำไรสะสม คือ กำไรสุทธิในแต่ละปี หักเงินปันผลออก สมมุติ กำไรสะสมออกมาปีละ 100,000 บาท จ่ายเงินปันผล 50,000 จะเหลือเงินอยู่ในธุรกิจอีก 50,000 บาท เราจะเอาเงิน 50,000 บาทไป + เข้าในส่วนทุน เพราะถือว่า เราลงทุน 1 ล้าน ปรากฏว่าธุรกิจก็มีกำไร จ่ายออกมาคือผู้ถือหุ้นแล้ว 50,000 บาท แล้วยังเหลืออีก 50,000 บาท เรียกว่า กำไรสะสม จะ + กลับเข้าไปในทุน ก็กลายเป็น 1,050,000 บาท

P คือ ราคา ส่วน BV หรือ BOOK VALUE คือ มูลค่าทางบัญชี ที่แท้จริงก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นหารด้วยจำนวนหุ้นนั่นเอง ส่วนของผู้ถือหุ้นก็คือทุนหารด้วยจำนวนหุ้น ออกมาเป็น มูลค่าทางบัญชี นั่นคือ BV

ดังนั้น P/BV มันเป็นการมุมมองต่อสินทรัพย์สุทธิที่เหลืออยู่ในธุรกิจนี้ ดังนั้น ข้อดีของมันเป็นยังไงเดี๋ยวเราไปดูกัน  

เครื่องมือก็จะมีเหมือนเดิม www.set.or.th www.jitta.com (สมัครใช้ฟรี) ละก็ Excel

P หารด้วย BV

ถ้าเราทบทวนของเรื่องการเงิน ในเรื่องของงบดุล เราก็จะจำได้ว่า ทรัพย์สิน = หนี้สิน + ทุน

ทุน ก็คือคำว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น คำเดียวกัน แล้วการที่เราหารจำนวนหุ้นออกมาจะกลายเป็น
ส่วนของผู้ถือหุ้นต่อหุ้นนั่นเอง ก็คือเรียกว่า BV หรือ มูลค่าทางบัญชี

ดังนั้นจุดแข็งที่เราจะใช้ P/BV เหตุผลคือ ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือส่วนทุน ค่อนข้างที่จะขยับช้ามาก ทำให้ไม่แกว่งเหมือนกับกำไร

อย่างปีนี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีปัญหาเยอะมาก เราจะประเมินกำไรของปีนี้ยากมากเพราะว่ามีปัญหาเรื่องโควิดเข้ามาเหี่ยวข้อง แล้วดังนั้นการที่เราประเมินกำไรที่เกิดขึ้นในปีนี้เรียกได้ว่า ให้มันถูกต้องยากสุด ๆ  เราก็มักจะเอาวิธี P/BV มาใช้ในสถานการณ์แบบนี้ ดังนั้น ก็จะเหมาะกับการใช้ในช่วงวิกฤตหรือปัญหาแบบนี้ เป็นต้น

P/BV บ่งบอกอะไรบ้าง

  1. เทียบราคา ณ ปัจจุบัน กับต้นทุนของเจ้าของเดิม (>1 = แพงกว่าเจ้าของเดิม) (<1 = ถูกว่าเจ้าของเดิม) เช่น ร้านกาแฟเจ้าของเดิมลงทุนเงินสดไป 1 ล้านบาท กู้มาอีก 500,000 บาท ดังนั้น เจ้าของเดิมลงทุนไป 1 ล้านบาท ถ้าวันนี้ราคาของร้านกาแฟร้านนี้อยู่ที่ มากกว่า 1 ล้านบาท ถ้า P คือราคาปัจจุบัน หารออกมาก มากกว่า 1 ล้านบาท แสดงว่า P/BV จะได้มากกว่า 1 แปลว่า เราซื้อแพงกว่าเจ้าของเดิม เช่น ร้านกาแฟขาย 1.5 ล้าน BV ก็คือ 1.5 เท่า = >1 และในทางกลับกัน ถ้า <1 ก็แปลว่า เราซื้อถูกกว่าเจ้าของเดิม สิ่งที่เราจะต้องรู้จากการอ่าน P/BV ก็คือข้อแรกข้อนี้ ส่วนคำถามที่ว่า จะมีเจ้าของคนไหนยอมขายถูกกว่าที่เจ้าของเคยซื้อมา ในตลาดหุ้นด้วยความที่เจ้าของเดิมอาจจะไม่ได้สามารถที่จะควบคุมราคาหุ้นได้ ดังนั้นการที่ราคาลงไปต่ำกว่า 1 เท่าได้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้เป็นประจำ เพราะว่า คนที่ให้มูลค่าคือนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เจ้าของเดิม
  2. เหมาะสำหรับประเมินหุ้นประเภททรัพย์สินมาก (หุ้น 6 ประเภท) P/BV มองในมุมประเภททรัพย์สินเป็นหลัก เช่น ร้านกาแฟมีเงินสดอยู่ในร้าน 1 ล้านบาท ราคาขายของธุรกิจร้านกาแฟอยู่ที่ 1.2 ล้าน ร้านกาแฟยังมีพื้นที่เช่า มีเครื่องชงกาแฟ อีก 500,000-600,000 บาท ราคาตอนนี้ถูกกว่าทรัพย์สินที่มี ก็คือ ซื้อปุ้ปได้กำไรปั้ป ซึ่งในอดีตก็มี VI หลาย ๆ คนลงทุนแนวนี้ คือ ลงทุนในหุ้นที่มีทรัพย์สินมาก
  3. เหมาะจะใช้เมื่อเจอวิกฤต ซึ่งทำให้ใช้ P/E ได้ยาก อย่างที่เคยบอกไปว่า ในช่วงวิกฤตกำไรมักจะมีปัญหา เพราะมันแกว่งสามารถประเมินได้ยากมาก บางธุรกิจขาดทุนด้วย ทำให้ Earning หรือ กำไร มาใช้ไม่ได้ เลยต้องหันมาใช้ P/BV ในการประเมินราคาหุ้น
  4. เป็นเครื่องมือหยาบมากที่สุด ไม่ควรใช้ตัวเดียวเพื่อตัดสินใจ
  5. เหมาะกับหุ้นที่ใช้ทรัพย์สินเป็นตัวหารายได้ เช่น ธนาคาร หากำไรได้จากเงินฝาก แล้วปล่อยให้ธุรกิจกู้ต่ออีกที , Holding หรือเรียกว่า ถือหุ้นในบริษัทอื่น เป็นบริษัทแม่ ลงทุนในบริษัทลูกหลาย ๆ บริษัท ดังนั้น บริษัทลูกก็จะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ในขณะที่บริษัทแม่ไม่มีความสามารถใดๆทั้งสิ้น จึงต้องใช้บริษัทลูกเพื่อการหาเงิน , อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาที่ดินแล้วก็ขาย

วิธีการคำนวณ บอกเลยว่า เหมือนกับการคำนวณ P/E เป๊ะๆ เลย ตัวอย่างแรก เป็นทรัพย์สินที่ถืออยู่มีเยอะมากกว่ามูลค่าหุ้น คือ หุ้น OH **นำมาใช้แค่เป็นตัวอย่างเท่านั้น** จะลองมาแกะหุ้น QH ดูว่าทำไมถึงลงทุนในหุ้น QH (หุ้นวัฏจักร) เข้าไปที่ www.jitta.com พิมพ์คำว่า QH และเลือกที่ Factsheet ก็จะสามารถ Custormize บรรทัดที่อยากจะรู้ได้

ตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ฝั่งรายได้ Random มาก เดี๋ยว Q1 O2 ดี Q3 Q4 แย่ บางปี Q3 ดีสุด บางปี Q4 ดีสุด บางปี Q1 ดีสุด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ รวมทั้งปีจะลดลงมาหมด สิ่งที่อยากจะให้ดูว่า หุ้นบางประเภทไม่มีฤดูกาล จะ Random ไปหมด แล้วแต่โปรโมชั่น แล้วแต่จังหวะ แล้วแต่เวลา  ดังนั้นการที่ประเมินหุ้น ประเมินราคาหุ้น ประเมินกำไรหุ้นแบบนี้ มันประเมินยากสุด ๆ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า Q1 Q2 จะเป็นยังไง Q3 จะเป็นยังไงเพราะไม่มีฤดูกาลเลย ดังนั้น เราจะประเมินกำไรยากสุดๆ เลย

QH ที่ถือหุ้นอยู่ คือ Homepro ก็เข้าไปดูที่ Homepro เลือก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ควอลิตี้เฮาส์ ถือหุ้น โฮมโปร อยู่ 2,613,023,098 หุ้น

วิธีการดู ดูว่า ราคาตอนนี้ของโฮมโปรเท่าไหร่ = 14.60

2,613,023,098*14.6 = 38,150,137,230.8 มูลค่าหุ้นทั้งหมดของ QH ที่ถือ HMPRO

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ QH = 23,143.06

รับชมขั้นตอนต่อไปได้ใน Part2 https://www.youtube.com/watch?v=dJVDG0qpqU4

ถ้าไม่เข้าใจ สามารถรับชมและทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ทางช่อง Youtube ด้านล่างนี้

https://www.youtube.com/channel/UCkkb2AUNbd4tTKv-04zgODA

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *