EP.33 อย่าเพิ่งออมหุ้นแบบ DCA! ถ้ายังไม่ได้ดูคลิปนี้ DCA vs VI เปรียบเทียบให้ดูกันจะๆ

EP.33 อย่าเพิ่งออมหุ้นแบบ DCA! ถ้ายังไม่ได้ดูคลิปนี้ DCA vs VI เปรียบเทียบให้ดูกันจะๆ

#DCA มานาน 11 ปี พอร์ทก็ติดลบ 50% ได้ ถ้าขาดความเข้าใจ EP.33 อย่าเพิ่งออมหุ้นแบบ DCA จนกว่าจะได้ดูคลิปนี้! เปรียบเทียบผลตอบแทน DCA vs VI ให้เห็นกันจะๆ กับหุ้นชื่อดังหลายตัว.เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 11 ปีจากหุ้นชื่อดังหลายตัว เช่นCPALL, AOT, ADVANCE, KBANK, BDMS, MAKRO เป็นต้น

เราจะมาทำการอธิบาย DCA ในเบื้องต้น แล้วก็จะมาเปรียบเทียบระหว่าง การลงทุน แบบ DCA กับ แนว VI ว่าแต่ละแบบเหมาะ หรือ ไม่เหมาะกับใคร มีข้อดีข้อจำกัดอย่างไร ???

DCA คือ (dollar-cost averaging) คือ การเฉลี่ยต้นทุนด้วยเงินเท่าๆกัน มันเหมาะกับคนที่ไม่ลงทุน เงินเฟ้อก็จะกินเงินระยะยาว 2-3%

การฝากเงินออมทรัพย์ในธนาคารจะได้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ 0.25-0.5% ไม่เพียงพอที่จะลดทอนเงินเฟ้อ

DCA จึงเป็นอีกวิธีการลงทุนนึงที่ดีมากๆ การเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจระยะยาว หรือหุ้นส่วนที่แข็งแกร่ง ผลตอบแทนนั้นจะได้มากพอสมควร แต่น้อยที่สุดยังไงก็จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยก็มีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยปีละ 10% แบบทบต้น

ถ้าเราเชื่อว่าเราจะได้ผลตอบแทนระยะยาว 8-10 % ต่อปี ถ้าอยากใช้สูตรว่า เงินจะมีสองเท่าเมื่อไหร่คือ

เอา 72 ตั้ง แล้วหารด้วยผลตอบแทน เช่น 72 หาร 8 จะเป็นผลของเงินที่เพิ่มขึ้นไปสองเท่า

DCA จะมีอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนของการลงทุนนี้ คือการเลือกหุ้น หุ้นในตลาดจะมี 700 กว่าตัว ดังนั้นนักลงทุนจะเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง อยู่มานานแล้ว

หรือ หุ้น ที่มีSET 50 คือหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย 50 บริษัทแรกที่อยู่ในตลาดหุ้น

ต้องพิจารณาให้ดีว่าในหุ้นที่เลือกมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตหรือไม่

ยกตัวอย่าง หุ้นปตท. เป็นตลาดหุ้นในประเทศไทยยาวนานมาก แต่ลดลงมาจากจุดสูงสุด 50%

เป็นธุรกิจที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานหลาย 10 ปี ซึ่งในปัจจุบัน ในอีกประมาณ 20ปีข้างหน้า รถไฟฟ้าจะมีอีก 25 -30% ของรถทั้งหมด จึงเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้รถเติมน้ำมันน้อยลง รวมไปถึงรถไฟฟ้าด้วย ไปใช้พลังงานน้ำหรือลม พลังงานบริสุทธิ์มากขึ้น คือ Trend ทิศทางของน้ำมันอาจจะขึ้นค่อนข้างยากเพราะถูกกดดันด้วยปัจจัยพวกนี้ ความต้องการอาจลดลง แม้ว่าปตท. อาจะแข็งแกร่งมากไม่ได้สามารถว่าปตท.จะเติบโตขึ้นไปได้ในอนาคต

>>>> DCA คือการออมทุนทุกๆเดือน เท่าๆกัน เหมาะกับคนที่ <<<<

1.ไม่อยากฝากเงินกับออมทรัพย์

2. เงินที่จะออมเข้าไปควรจะเป็นเงินเย็น ต้องมีเงินเข้าไปตลอดไม่ใช่จะเกิดการช๊อตเงิน ถือเป็นข้อจำกัดการลุงแบบ DCA จะต้องสามารถลงทุนได้เท่านั้นทุกๆเดือน

3. ข้อดี คือ จะสร้างวินัยให้กับเรา

4. สามารถตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีเรา และสามารถซื้อเศษหุ้นได้

5. การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ระยะยาวค่อนข้างดี อยู่ที่ 10%

>>> การเป็นนักลงทุน VI <<<

หัวใจสำคัญของธุรกิจ คือ การประเมินเชิงคุณภาพของธุรกิจ และการลงทุนในธุรกิจที่เราเชื่อว่าในธุรกิจระยะยาวจะสามารถเติบโตไปได้ในอนาคต และ จะเลือกลงทุนในอัตราที่ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงของเขา อย่างน้อยกว่าทุน 30% ขึ้นไป เช่น แบงค์ 1,000  บาท จะมีมูลค่า1,000 บาท เราจะยอมซื้อแบงค์ใบนี้ มีการลด30% ขึ้นไปเท่านั้น

นี่คือ Concept ต้องต่ำกว่า 700 บาทลงมาเราถึงจะยอมซื้อ ของการเป็นนักลงทุน VI

คือ ถ้าธุรกิจนั้นยังเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ การที่เราซื้อลงทุนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ ก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงมาก

จะมีการเปรียบเทียบ การลงทุนแบบ DCA มา 10 ปีเต็ม และการลงทุนแบบ VI 10ปีเช่นกัน จะมีผลตอบแทนเป็นยังไง ว่าคล้ายหรือเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง ???

DCA จะมีข้อจำกัดอยู่ข้อนึงที่สำคัญมาก น้อยคนที่พูดถึง

โดยถ้าเทียบกับ 6 ประเภท ได้แค่ 2 ประเภทเท่านั้นเป็นหลัก ประเภทแรกคือหุ้นโตช้า ประเภทที่สองคือหุ้นแข็งแกร่ง ไม่ควรเลือกหุ้นประเภทอื่น เช่น ธนาคารการเงิน น้ำมัน อาจะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่เราคาดไว้

สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อคือ หุ้นโตช้า (หุ้นอิ่มตัว) และหุ้นแข็งแกร่ง ที่เป็นหุ้นอิ่มตัว ในรอบเศรษฐกิจ 10-12 ปี ตัวตนของหุ้นแข็งแกร่งราคาจะอยู่สูง

ข้อจำกัดของหุ้นแข็งแกร่ง พอมีคนรู้จักมักจะทำให้ราคาของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ในราคาสูง ถึงสูงมากขึ้นเรื่อยๆหลายปี ทำให้เทคนิค DCA ต้องซื้อราคาหุ้นกลุ่มนี้เท่าๆกันทุกเดือน ว่าเราต้องซื้อหุ้นในราคาแพงอยู่หลายปี เมื่อเกิดวิกฤตหุ้นอาจจะลงมาต่อ 1 รอบเศรษฐกิจ 2-3ปี คือมันจะไม่สามารถถ่วงน้ำหนัก ให้เราได้ผลที่ตอบแทนได้ดีมาก

เปรียบเทียบแบบ DCA

อันนี้คือตัวอย่างหุ้นของ PTT หุ้นแข็งแกร่งจะมี CPALL , แมคโคร, โฮมโปร , Advance , K bank , SCB , AOT , LH


คอลัมน์ A เป็นวันที่เดือน ย้อนหลังไป 10 ปี จนถึงปัจจุบัน
คอลัมน์ B จะเป็นราคาหุ้นเฉลี่ยของเดือนนั้นๆ มีการปรับกับหุ้นเรียบร้อยแล้ว สามารถเทียบได้เลย100%
คอลัมน์ C ปริมาณเงินที่ซื้อ DCA เท่าๆกัน
คอลัมน์ D เอาจำนวน C หาร ด้วยB จะได้เป็นราคาหุ้นในช่อง D ในแต่ละเดือน ราคาหุ้นขึ้นเราจะซื้อได้น้อยลง
คอลัมน์ E ช่องนี้จะเป็นตัวรวมเท่าไหร่แล้ว
คอลัมน์ F มูลค่าในสิ้นเดือนนั้นๆ เป็นเท่าไหร่
คอลัมน์ G คือเงินทุน ทีละ 12 เดือน ผลตอบแทนจะเป็นยังไงบ้าง
คอลัมน์ H คือ CAGR Compound Annual Growth Rate คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น 
คอลัมน์ I คือ 12 เดือนนึง 1 ปี

เปรียบเทียบแบบ VI


% เยอะ ยิ่งมีส่วนลดเยอะยิ่งจะถูก
·      หลายคนจะบอกว่า ซื้อหุ้นดี ถือไปเหอะยังไงก็กำไร ยังไงก็ดี ไม่จริงเสมอไป ถ้าเราซื้อแพงมากๆผลตอบแทนก็แย่ หรือเลวร้ายได้เช่นกัน
คนใหม่ๆจะชอบเข้ามาลงทุนในตลอดที่ตลาดมักจะแพง  DCA มีวินัยลงทุนระยะยาวลงทุนไปเถอะ แต่กลายเป็นว่ามีรายละเอียดลงไปอีก
DCA กับ VI เราต้องเข้าใจมันจริงๆ เพื่อรักษาเงินต้น ให้มันงอกเงยได้
(หุ้นวัฏจักรจะลงทุนแบบ DCA ไม่ได้)

เปรียบเทียบชัดเจนคือ

  1. การลงทุนแบบ DCA คือมีวินัย แล้วเลือกหุ้น จะเน้น 2 ประเภทนี้เป็นหลักเท่านั้น คือ หุ้นแข็งแกร่ง และ (หุ่นโตช้า) หุ้นอิ่มตัว
  2. ควรจะลงทุนได้ทุกปี (ถ้าเราไปเริ่ม DCA ปีที่ดีการจะได้ผลตอบแทนที่ดียาก) แต่ถ้าเราลงทุนปีที่เป็นฐานปีที่มันต่ำก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี ถ้าเราเลือกหุ้นที่ดีเราก็จะได้ผลตอบแทนที่ถูกต้อง
  3. การลงทุน DCA ก็ไม่ได้จะได้กำไรเสมอไป ก็มีการขาดทุนได้เหมือนกัน
  4. DCA ไม่ใช่ passive แต่เป็น Active คือเราต้องดูตั้งแต่แรกหุ้นที่เรากำลังจะลงถูกประเภท มีอนาคตที่ยาวนานและโตได้อย่างเรื่อยๆหรือเปล่า มีความมั่นคง

การลุงทุน DCA จะมีการกระจายความเสี่ยง ถ้าลงหลายๆตัว ผลตอบแทนก็จะมาเฉลี่ยกัน

ถ้าเทียบกับการลงทุนแบบ VI เราเข้าใจพื้นฐานธุรกิจนั้นอย่างละเอียดมากพอ แล้วก็ประเมิณมูลค่าหุ้นเป็น แล้วก็เห็นราคาหุ้นแต่ละตัวมีส่วนลดมากน้อยเท่าไหร่ ถ้ามีส่วนลดเยอะก็ควรจะซื้อลงทุนก็ยิ่งจะได้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าจะถือไปยาวมาก แต่ถ้าไปซื้อในช่วงราคาแพง ส่วนลดติดลบ ต่อให้ถือไปยาวแค่ไหน ต่อให้เป็นหุ้นดีแค่ไหนก็เฉลี่ย 1% ก็มี 0 กว่า % หรือติดลบนิดๆก็มี แต่ยิ่งเป็นหุ้นที่ไม่ดีก็หนักเลย ขาดทุนเยอะด้วย

การลงทุนมีความเสี่ยงทุกอย่าง เราต้องมองเห็น ศึกษาการลงทุนอย่างถ่องแท้ ถึงจะเริ่มลงทุน เพราะทุกคนทำงานเก็บเงิน ต้องมีความรู้ในการจะลงทุนนั้นๆ การไม่มีความรู้คือ เราเอาเงินเก็บทั้งหมดหลายล้าน แล้วไปซื้อหวย แล้วมันเป็นเลขไหน เพราะด้วยความไม่รู้ผลลัพธ์ แต่การลงทุนทำให้เรารู้ขึ้นได้

ความเสี่ยงที่แย่ที่สุด คือ ความไม่รู้ !!! แต่การลงทุนในหุ้นเราสามารถเพิ่มความรู้ได้หลากหลายทาง ดังเช่น คลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้

EP.33 อย่าเพิ่งออมหุ้นแบบ DCA! ถ้ายังไม่ได้ดูคลิปนี้ DCA vs VI เปรียบเทียบให้ดูกันจะๆ – YouTube

This image has an empty alt attribute; its file name is image-17.png

ถ้าไม่เข้าใจสามารถรับชมคลิป ทำความเข้าใจง่ายๆ ได้ทาง Youtube

ซึ่งมีมากกว่า 60 คลิป ให้รับชมสำหรับการทำความเข้าใจของนักลงทุน เรื่องหุ้น ฉบับมือใหม่ !!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *