บริษัทซื้อหุ้นคืน ดีหรือไม่ดี? | Q&Aกล้วยๆ EP.1107
เจาะลึกนโยบาย บริษัทซื้อหุ้นคืน ดีต่อนักลงทุนจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตา?
เวลาที่มีการจัด Opportunity Day ของบริษัทจดทะเบียน คำถามหนึ่งที่นักลงทุนมักจะชอบถามผู้บริหารอยู่เสมอคือ มีนโยบายให้ บริษัทซื้อหุ้นคืน หรือไม่? นักลงทุนบางส่วนอาจมองว่าการที่ บริษัทซื้อหุ้นคืน เป็นเพียงการบริหารการเงินเพื่อทำให้บัญชีดูสวยงามและสร้างความมั่นใจระยะสั้น โดยไม่ได้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตให้กับบริษัทอย่างแท้จริง วันนี้เราจะมาเจาะลึกจากแหล่งข้อมูลกันว่านโยบายนี้มีกลไกอย่างไร และส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของเราแบบไหนกันแน่
ทำไมสายนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ถึงชอบให้ บริษัทซื้อหุ้นคืน?
หากอ้างอิงจากหนังสือของนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett จะพบว่านักลงทุนสาย VI มักจะชื่นชอบบริษัทที่มีนโยบายให้ บริษัทซื้อหุ้นคืน อยู่เรื่อยๆ สาเหตุหลักเป็นเพราะ:
- กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่เพิ่มขึ้น: การที่ บริษัทซื้อหุ้นคืน คือการลดจำนวนผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดลง เมื่อตัวหารน้อยลง แม้บริษัทจะทำกำไรได้เท่าเดิม แต่จะส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนักลงทุน: นโยบาย บริษัทซื้อหุ้นคืน มักจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทมีเงินสดเหลือและไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายกิจการ การนำเงินส่วนนี้ไปซื้อหุ้นคืนเพื่อลดทุน จะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนมากกว่าการจ่ายเงินปันผล เพราะการรับเงินปันผลนั้นนักลงทุนจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่การที่ บริษัทซื้อหุ้นคืน แล้วลดทุนนั้น นักลงทุนจะได้รับประโยชน์จากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี
บริบทตลาดหุ้นไทย: ทำไมการที่ บริษัทซื้อหุ้นคืน ถึงอาจกลายเป็น “ดาบสองคม”
แม้ทฤษฎีจะฟังดูดี แต่ในบริบทของประเทศไทย การที่ บริษัทซื้อหุ้นคืน อาจไม่ได้ส่งผลดีอย่างถาวรเสมอไป เพราะหลายบริษัทมักจะซื้อเพียงเพื่อประคองหรือบริหารราคาหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น โดยไม่ได้ตั้งใจจะทำการลดทุนจริงๆ ซึ่งหมายความว่า สุดท้ายบริษัทก็จะต้องนำหุ้นที่ซื้อไปกลับมาเทขายในกระดานอยู่ดี
การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบที่นักลงทุนต้องพึงระวัง ดังนี้:
- สร้างเพดานราคา (Overhang): การที่บริษัทถือหุ้นที่ซื้อคืนไว้เป็นจำนวนมาก หุ้นเหล่านั้นจะกลายเป็นซัพพลาย (Supply) หรือปริมาณหุ้นส่วนเกินที่รอวันเทขาย ทำให้นักลงทุนไม่กล้าไล่ซื้อหุ้น เพราะกังวลว่าหากราคาปรับตัวขึ้นไป บริษัทก็จะเทขายหุ้นออกมาสกัดกั้นราคาเอาไว้
- กดดันราคาหุ้นยาวนาน: กรอบเวลาในการประกาศเข้าซื้อหุ้นอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่ระยะเวลาที่บริษัทสามารถทยอยขายหุ้นออกมานั้นอาจยาวนานถึง 3 ปี หากมีปริมาณหุ้นรอขายจำนวนมากและสภาพคล่องของหุ้นน้อย ราคาหุ้นก็อาจถูกกดดันไปยาวนาน ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อต้องเสียโอกาส
- การแทรกแซงกลไกตลาด: การให้ บริษัทซื้อหุ้นคืน เพื่อแทรกแซงกลไกราคา เปรียบเสมือนการทำนโยบายอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) เมื่อมีแรงซื้อ หุ้นก็อาจจะขึ้น แต่เมื่อถึงคราวต้องเทขายออก (คล้าย QT) ราคาหุ้นก็จะถูกกดดันให้ลดลง ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดตามธรรมชาติ
- ไม่ได้ผลเสมอไปในการพยุงราคา: นโยบายนี้ไม่สามารถหยุดยั้งขาลงได้ทุกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของธนาคาร KBANK ในช่วงปี 2020 ที่ประกาศซื้อหุ้นคืนด้วยวงเงินมหาศาลที่ราคา 150 บาท แต่ท้ายที่สุดราคาหุ้นก็ยังร่วงลงไปเหลือเพียง 75 บาท จนสุดท้ายธนาคารต้องยอมลดทุนไปโดยปริยาย
การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอาจส่งผลดีกว่า
ในยามวิกฤตที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างหนัก การไม่ทำนโยบาย บริษัทซื้อหุ้นคืน แล้วปล่อยให้ราคาหุ้นไหลลงไปจนเจอจุดต่ำสุด (Bottom) ตามกลไกตลาด อาจเป็นผลดีกว่า เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถมองเห็นและเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ถูกมากๆ ได้อย่างชัดเจน
กรณีศึกษาหุ้น CENTEL: > ในช่วงวิกฤตโควิด-19 บริษัทมีเงินสดเหลือเฟือแต่ก็ตัดสินใจไม่ทำโครงการ บริษัทซื้อหุ้นคืน โดยปล่อยให้ราคาหุ้นร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 10 กว่าบาท เมื่อสถานการณ์เริ่มฟื้นตัว ราคาหุ้นก็สามารถวิ่งกลับขึ้นไปแตะระดับ 50-60 บาทได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีปริมาณหุ้นก้อนใหญ่จากบริษัทมาคอยเป็นอุปสรรคขวางกั้นราคาหุ้นเอาไว้
สรุป
การสอบถามว่าบริษัทมีนโยบาย บริษัทซื้อหุ้นคืน หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูปริมาณสัดส่วนการซื้อคืนและสภาพคล่องของหุ้นประกอบด้วย หากมีปริมาณการซื้อคืนที่สูงมาก นโยบาย บริษัทซื้อหุ้นคืน อาจไม่ใช่สัญญาณของการเติบโตที่น่าดึงดูด แต่อาจเป็นเพียงระเบิดเวลาของแรงเทขายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องติดหล่มและเสียโอกาสทำกำไรในระยะยาวนั่นเอง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

