ไทยเข้าสู่ Stagflation ควรจัดพอร์ตยังไงให้รุ่ง? | ลงทุนกล้วยๆ EP.173
เจาะลึกภาวะเศรษฐกิจไทย และกลยุทธ์จัดพอร์ตหุ้นรับมือความผันผวน
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนมือใหม่ ทุกท่าน ในช่วงเวลานี้ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรง คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำแต่ข้าวของกลับราคาแพงขึ้น วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และเจาะลึกกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อเอาตัวรอดและสร้างผลตอบแทนในวิกฤตนี้กันครับ โดยยังคงเนื้อหาและใจความสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญไว้อย่างครบถ้วน
ทำความรู้จักกับสภาวะ Stagflation ถดถอยแต่ของแพง
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทางเศรษฐกิจ โดยมีลักษณะเด่น 2 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ:
- เศรษฐกิจเติบโตต่ำ: ตัวเลข GDP ของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำมากเพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น
- เงินเฟ้อพุ่งสูง: ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงหรือคนมีกำลังซื้อเยอะ แต่เกิดจาก “ปัจจัยภายนอก” อย่างสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่ง พุ่งสูงขึ้น
ความอึดอัดของ ธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อสูง โดยปกติแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) จะใช้เครื่องมืออย่างการ “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เพื่อสกัดกั้นความร้อนแรง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แบงก์ชาติต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่นเพราะ:
- หากเลือก “ขึ้น” ดอกเบี้ย: แม้จะช่วยลดเงินเฟ้อได้ แต่จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น บริษัทต่างๆ ชะลอการลงทุน ประชาชนกู้ซื้อบ้านหรือรถยากขึ้น ซึ่งอาจฉุดให้ GDP ที่โตต่ำอยู่แล้ว ติดลบ และนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก
- หากเลือก “ลด” ดอกเบี้ย: แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนจับจ่ายใช้สอยและบริษัทลงทุนเพิ่ม แต่จะเป็นการเร่งให้ “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ข้อควรรู้: ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงมีมติเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ต่อปี เพื่อรอดูสถานการณ์และหวังว่าสงครามจะจบลงโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อคลี่คลายลงได้เอง
เมื่อเครื่องมือการเงินติดขัด ภาครัฐต้องออกโรงกระตุ้น
เมื่อการใช้นโยบายดอกเบี้ยทำได้ยาก รัฐบาลจึงต้องใช้เครื่องมือทางการคลังเข้ามาช่วย ล่าสุดได้มีการผ่าน พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมนำเม็ดเงินก้อนนี้มาอัดฉีดและกระตุ้นเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่นให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่กำลังฝืดสามารถกลับมาหมุนเวียนได้อีกครั้ง
กลยุทธ์จัดพอร์ตหุ้นรอดวิกฤต สำหรับ นักลงทุนมือใหม่
3 กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจและสามารถต้านทานวิกฤตในสภาวะ Stagflation แบบนี้
- ธุรกิจที่มีอำนาจกำหนดราคา (Pricing Power): เป็นกลุ่มบริษัทที่มีความสามารถในการแฝงหรือผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้โดยที่ยอดขายไม่กระทบมากนัก มักเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด (Oligopoly/Monopoly) ตัวอย่างเช่น
- ธุรกิจท่าอากาศยาน: เช่น AOT ที่ประกาศปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) จาก 700 กว่าบาท เป็น 1,120 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 400 บาท) ซึ่งจะเริ่มส่งผลดีต่องบการเงินในระยะถัดไป
- ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ: เช่น AIS หรือ True ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนขาดไม่ได้ และมีตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
- กลุ่มค้าปลีก (คนกลาง): บริษัทที่ซื้อมาขายไป เมื่อผู้ผลิตขึ้นราคา พวกเขาก็สามารถปรับราคาขายหน้าร้านขึ้นตามได้เช่นกัน
- กลุ่มสินค้าและบริการที่จำเป็น (Defensive Stocks): ในยุคที่ของแพง คนจะลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและหันมาซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น
- กลุ่มโรงพยาบาล: โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นรักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง (ไม่รวมศัลยกรรมความงาม) ซึ่งปัจจุบันราคาหุ้นในกลุ่มนี้หลายตัวย่อลงมาจน P/E อยู่ในระดับที่ไม่แพง และยังมีฐานลูกค้าต่างชาติที่กำลังเติบโต
- สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน: บริษัทที่ขายของกินของใช้ในประเทศ (Domestic) โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกที่มีแผนขยายสาขาชัดเจนและราคาหุ้นยังไม่แพงจนเกินไป
- ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐ: หากรัฐบาลเริ่มนำเม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทออกมาใช้ ธุรกิจกลุ่มไหนที่มีเอี่ยวหรือรับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้โดยตรง ย่อมมีโอกาสที่รายได้และกำไรจะเติบโตโดดเด่นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้า
กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวัง
ในทางกลับกัน ควรระมัดระวังกลุ่มธุรกิจ B2C ที่ขายสินค้าชิ้นใหญ่และราคาสูง เช่น บ้านใหม่ รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เนื่องจากในสภาวะที่กำลังซื้อฝืดเคือง ผู้คนจะชะลอการซื้อสินค้าที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่หรือการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวออกไปก่อน
บทสรุป
การลงทุนในยุคที่เศรษฐกิจมีความท้าทายเช่นนี้ นักลงทุนมือใหม่ จำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษาคุณภาพของธุรกิจให้ลึกซึ้ง และเน้นไปที่บริษัทที่แข็งแกร่ง มีอำนาจต่อรองสูง และขายสินค้าที่อยู่ในปัจจัยสี่ หากเข้าใจหลักการนี้ วิกฤตไหนๆ เราก็สามารถมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้อย่างแน่นอนครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

