Q&AUncategorized

วิเคราะห์หุ้น SECURE หน่อยครับ? | Q&Aกล้วยๆ EP.1126

เจาะลึกธุรกิจ หุ้น SECURE เมกะเทรนด์ Cyber Security ในไทย ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่?

เมื่อพูดถึงธุรกิจ Cyber Security หลายคนมักจะนึกถึงภาพของเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก แต่สำหรับตลาดในประเทศไทยและ หุ้น SECURE สถานการณ์อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพเดียวกับตลาดโลกเสมอไป บทความนี้จะพาทุกท่านไปวิเคราะห์เจาะลึกธุรกิจของ หุ้น SECURE ว่าแท้จริงแล้วภาพรวมเป็นอย่างไร และนักลงทุนควรคาดหวังการเติบโตในระดับไหน

รู้จักธุรกิจของ หุ้น SECURE พวกเขาขายอะไร และขายให้ใคร?

หุ้น SECURE ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ Cyber Security โดยมีการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เช่น ระบบ Firewall และระบบป้องกันไวรัสต่างๆ โดยสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกได้ ดังนี้

  • องค์กรขนาดใหญ่ (ลูกค้าหลัก): โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Operator/ICT) เนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมือเป็นหลักล้านถึงหลายสิบล้านราย จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องลงทุนระบบเพื่อป้องกันการเจาะข้อมูล
  • องค์กรขนาดเล็กหรือ SME: มักจะไม่ค่อยซื้อระบบอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ชุดใหญ่เหล่านี้ เนื่องจากมองว่าองค์กรของตนยังเล็กเกินไป และประเมินว่าข้อมูลอาจจะยังไม่ได้มีความสำคัญในระดับที่ต้องลงทุนงบประมาณมหาศาล

ระวังกับดัก Mega Trend เมื่อตลาดไทยเกิดภาวะ “Over Adopt”

นักลงทุนหลายคนอาจคาดหวังว่า หุ้น SECURE จะต้องเติบโตอย่างร้อนแรงตามภาพของอุตสาหกรรมระดับโลก ซึ่งในสหรัฐอเมริกานั้น งบลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyber Security ยังคงเติบโตสูงถึงระดับ 30% ต่อปี

แต่สำหรับบริบทในประเทศไทยกลับต่างออกไป เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา องค์กรขนาดใหญ่ในไทยเกิดการตื่นตัวและลงทุนด้าน Cyber Security อย่างหนักจนกลายเป็นภาวะที่เรียกว่า “Over Adopt” หรือการลงทุนซื้อระบบมากเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องใช้งานจริง

ทำให้ในปัจจุบันนี้ องค์กรต่างๆ เริ่มรู้ตัวและอยู่ในช่วง “ชะลอการใช้งบประมาณ” ด้านนี้ลง และเนื่องจาก หุ้น SECURE เน้นการขายให้กับบริษัทภายในประเทศเป็นหลัก สถานการณ์นี้จึงส่งผลกระทบต่อการเติบโตโดยตรง

ปรากฏการณ์ Pulled-up Demand และวัฏจักรของระบบ IT

ธรรมชาติของการลงทุนในระบบ Cyber Security ในแต่ละครั้ง จะมีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 5-7 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจึงเรียกว่า “Pulled-up Demand” หรือการดึงเอาความต้องการซื้อในอนาคต (ช่วง 1-4 ปีข้างหน้า) มารวบซื้อกระจุกตัวอยู่ในปีเดียว

สถานการณ์การชะลอตัวในตอนนี้ จึงเปรียบเสมือนกับ:

  • ช่วงหลังวิกฤตโควิด: ที่คนแห่ซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อ Work from home อย่างล้นหลาม ทำให้ยอดขายพุ่งสูงปรี๊ด แต่หลังจากนั้นยอดขายก็ตกและชะลอตัวยาวนานกว่า 3 ปี
  • โครงการรถคันแรก: ที่เป็นการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้จนหมด

ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ในไทยก็ยังไม่ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ (Normal stage) แต่ยังคงอยู่ในช่วงของการชะลอตัว (Slow down)

บทสรุป: หุ้น SECURE ยังไปต่อได้ไหม?

หากมีคำถามว่าอุตสาหกรรมนี้ และ หุ้น SECURE จะยังสามารถเติบโตได้หรือไม่? คำตอบคือ “ยังคงเติบโตได้” แต่อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

สิ่งที่นักลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุนคือ “การจัดการความคาดหวัง” หากใครคาดหวังว่า หุ้น SECURE จะสามารถเติบโตได้ปีละ 20-30% เหมือนกับตลาดโลก อาจจะเป็นเรื่องที่ยากและดูท้าทายเกินไปในบริบทปัจจุบัน

แต่ถ้าหากปรับมุมมองใหม่ว่า บริษัทอาจจะเติบโตได้ในระดับประมาณ 10% ต่อปี ตัวเลขนี้ก็ยังถือว่าเป็นไปได้ และมีความสมเหตุสมผลมากกว่าในสภาวะตลาดปัจจุบัน

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam