Al จะมาแทน Marketing Agency ไหมครับ? | Q&A กล้วยๆ EP.1147
สรุปประเด็นร้อนวงการโฆษณา: AI จะมาแทนที่เอเจนซี่ได้จริงหรือ?
ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนในวงการโฆษณาและการตลาดต่างตั้งข้อสงสัยและถกเถียงกันมากที่สุดก็คือ ในอนาคต Al, Marketing Agency จะสามารถทำงานแทนกันได้ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่?
จากการวิเคราะห์เจาะลึกในรายการ “Q&A กล้วยๆ” ประเด็นร้อนนี้สามารถแยกแยะมุมมองออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน คือ ส่วนที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้ และส่วนที่อย่างไรก็ยังคงต้องพึ่งพาแรงงาน สมอง และประสบการณ์ของมนุษย์อยู่ ซึ่งเราสามารถสรุปใจความสำคัญออกมาได้ดังนี้ครับ
งานแบบไหนที่ AI “แทนที่ได้” อย่างแน่นอน?
หากเราลองพิจารณาถึงลักษณะของเนื้องานในปัจจุบัน งานประเภทที่เป็นรูทีน (Routine) หรืองานที่มีรูปแบบตายตัวและต้องทำซ้ำๆ เป็นเนื้องานที่ AI สามารถเข้ามาบทบาทและทำแทนมนุษย์ได้อย่างแน่นอน ตัวอย่าง เช่น:
- การเขียนแคปชั่นทั่วไป หรือการทำภาพกราฟิกเบื้องต้น: AI สามารถประมวลผลและสร้างสรรค์ข้อความหรือรูปภาพระดับพื้นฐานตอบสนองบรีฟสั้นๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
- การช่วยรีเสิร์ชข้อมูลและการทำรีพอร์ตสรุปตัวเลข: การรวบรวมข้อมูลดิบและการสรุปสถิติต่างๆ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำผ่านระบบอัตโนมัติ
- การสร้างชิ้นงานโฆษณาหรือแอด (Ads) ออกมาหลายๆ เวอร์ชั่น: เพื่อนำไปใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพโฆษณา AI สามารถแตกสเกลงานภาพและข้อความออกมาเป็นสิบเป็นร้อยแบบได้อย่างง่ายดาย
- การทำการตลาดสำหรับธุรกิจ SME ที่ไม่ต้องการความซับซ้อนมากนัก: เช่น การตัดต่อวิดีโอที่ไม่ต้องเน้นความสวยงามหรือความเนี้ยบระดับสูง แต่เน้นปริมาณและความถี่ในการโพสต์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเคลื่อนไหว ซึ่ง AI จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้เยอะมาก
งานแบบไหนที่ AI ยัง “แทนที่ได้ยาก”?
แม้ว่าในปัจจุบัน AI จะได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดและเก่งกาจขึ้นมากเพียงใด แต่งานที่ต้องอาศัยมิติของความลึกซึ้ง บริบทแวดล้อม และประสบการณ์ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ AI เข้ามาแทนที่ได้ยาก ซึ่งมีปัจจัยสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ:
- การวางกลยุทธ์และทิศทาง (Strategy & Direction): การกำหนดจุดยืนของแบรนด์ (Positioning) หรือการคิดค้นกลยุทธ์ในภาพใหญ่ บริษัทย่อมต้องการประสบการณ์และบริบททางธุรกิจของมนุษย์ในการตัดสินใจ มากกว่าที่จะเชื่อและทำตามสิ่งที่ AI แนะนำเพียงอย่างเดียว
- ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง (High-level Creativity): สำหรับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานโฆษณาประเภท “หนังโฆษณาแบบไวรัล” ที่ต้องการความแตกต่างอย่างโดดเด่น และต้องสะท้อนข้อความหลัก (Key Message) ของแบรนด์ได้อย่างแม่นยำ งานระดับครีเอทีฟขั้นสูงนี้ยังไงก็ต้องอาศัยคนทำงานระดับมืออาชีพเป็นผู้สร้างสรรค์
- การตัดสินใจและความรับผิดชอบ (Decision Making & Accountability): จุดอ่อนสำคัญคือ AI ไม่สามารถลุกขึ้นมา “รับผิดชอบ” ต่อผลงานหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้คอยให้ทิศทาง คัดเลือกไอเดียที่ AI นำเสนอมา และเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อต้องนำเสนองานเพื่อให้ลูกค้าอนุมัติ
- การควบคุมความงาม (Creative Direction): หากปล่อยให้ AI ทำงานออกแบบทั้งหมดโดยไม่มีคนคอยกำกับดูแล ทิศทางของงานที่ออกมามักจะดูแข็งกระด้างและขาดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนบางครั้งผลงานอาจดูซ้ำซากและมีหน้าตาคล้ายคลึงกับแบรนด์อื่นๆ ไปหมด
ประสบการณ์มนุษย์ยิ่งมีค่าในยุค AI (Senior vs Junior)
การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี AI กำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและระบบการทำงาน โดยกลุ่มคนทำงานระดับเริ่มต้น (Junior) อาจจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบหรือถูกดิสรัปต์ (Disrupt) เนื่องจากเนื้องานส่วนใหญ่ยังเป็นงานระดับปฏิบัติการที่ AI ทำแทนได้ ในขณะที่คนทำงานระดับสูง (Senior) ที่มีประสบการณ์มาก จะยิ่งได้เปรียบ เพราะพวกเขาสามารถนำประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้ในการป้อนคำสั่ง (Prompt) และควบคุม AI ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในทางกลับกัน หากให้คนที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในธุรกิจไปใช้งาน AI ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นงานที่นำไปใช้งานจริงไม่ได้ ต้องเสียเวลามานั่งตามแก้ไข หรืออาจเกิดความเสี่ยงในเรื่องของข้อมูลที่ผิดพลาด เนื่องจากในปัจจุบันความแม่นยำของ AI ในงานที่ต้องการความเป๊ะและความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ (เช่น ชื่อหุ้น หรือตัวเลขสำคัญ) ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ หากไม่ได้มีการควบคุมแหล่งที่มาของข้อมูลให้ดีพอ
บทสรุป
เมื่อถึงจุดที่ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงและใช้งาน AI ได้เหมือนกันหมด งานที่มาจาก “ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะยิ่งกลับมามีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม
ในอนาคตอันใกล้นี้ วงการ Al, Marketing Agency อาจมีการปรับตัวครั้งใหญ่โดยการใช้ AI เข้ามาสวมบทบาทเป็นผู้ช่วยในตำแหน่งต่างๆ เช่น เป็น AI Copywriter หรือ AI Creative Director แต่ท้ายที่สุดแล้ว งานทุกชิ้นก็ยังคงต้องใช้ “คน” ในการเลือก ควบคุม ตรวจสอบความถูกต้อง และอนุมัติงานอยู่ดี
ดังนั้น AI จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่มนุษย์แบบเบ็ดเสร็จ แต่เข้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือทุ่นแรงให้คนทำงานที่เก่งและมีความสามารถอยู่แล้ว สามารถสร้างสรรค์งานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

