Uncategorized

มหากาพย์ขุดสถิติย้อนหลัง 10 ปี “หุ้นปันผลยอดฮิต” 26 ตัว ตัวไหนน่าถือ? | EP.178

การสร้างอิสรภาพทางการเงินผ่านการลงทุนใน หุ้นปันผล เป็นหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิตของนักลงทุนไทย หลายคนใฝ่ฝันที่จะมี “เงินไหลเข้ากระเป๋า (Passive Income)” อย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด หลายคนมักจะตกเป็นเหยื่อของ “ภาพลวงตาตัวเลข” จนต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนทั้งราคาหุ้นและเงินปันผลที่หดหายไปต่อหน้าต่อตา

บทความนี้จะพาทุกคนไป “ชำแหละสถิติย้อนหลัง 10 ปี” ของเหล่าอดีต หุ้นปันผล ยอดฮิต และถอดบทเรียนสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเรียนรู้วิธีการ เลือกหุ้นปันผล ที่ถูกต้อง และหลุดพ้นจาก กับดักหุ้นปันผล อย่างแท้จริง

ภาพลวงตาของ “เปอร์เซ็นต์ปันผล” (Dividend Yield %) ที่นักลงทุนมักเข้าใจผิด

ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการเลือกซื้อหุ้นโดยดูเฉพาะ “เปอร์เซ็นต์ปันผล (Dividend Yield %)” สูง ๆ ตามที่มีการแชร์กันในโลกโซเชียลมีเดีย แต่รู้หรือไม่ว่า เปอร์เซ็นต์ปันผลที่คุณเห็นนั้นเป็นเพียง “ภาพลวงตา”

สมมติว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หุ้นตัวหนึ่งจ่ายปันผล 0.50 บาท ในขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท คิดเป็นอัตราปันผล 5% พอดี ต่อมาในปัจจุบัน ผลการดำเนินงานของบริษัทแย่ลงจนต้องลดเงินปันผลลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 0.25 บาท แต่ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นก็ร่วงลงมาเหลือ 5 บาทด้วย เมื่อคำนวณอัตราปันผลปัจจุบัน (0.25 / 5) ก็ยังคงเป็น 5% เท่าเดิม!

หากคุณดูแค่เปอร์เซ็นต์ปันผล คุณอาจจะคิดว่าหุ้นตัวนี้ยังมีความสม่ำเสมอดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว กระแสเงินสดจากเงินปันผลของคุณลดลงไปถึง 50% และคุณยังขาดทุนจากมูลค่าหุ้น (Capital Loss) อีก 50% ด้วย! นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่ควรเชื่อตัวเลขเปอร์เซ็นต์ปันผลเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่นักลงทุนต้องโฟกัสจริง ๆ คือ:

  • เงินปันผลต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Dividend Per Share – Adjusted DPS): ต้องดูจำนวนเงินปันผลที่เป็นตัวเงินบาทจริง ๆ และมีการปรับพาร์ (Split Par) หรือเพิ่มทุนให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เพื่อเทียบสัดส่วนแบบปอนด์ต่อปอนด์
  • ปันผลจากการดำเนินงานปกติ: ควรตัด “เงินปันผลพิเศษ (Special Dividend)” ออกจากการวิเคราะห์ เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายปันผลที่แท้จริงจากผลประกอบการหลักของบริษัท

3 อุตสาหกรรมยอดนิยม: โตจริงหรือแค่ กับดักหุ้นปันผล?

จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี เราจะพบภาพที่ชัดเจนของ หุ้นปันผล กลุ่มต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากในอดีต แต่ปัจจุบันกลับสร้างความเจ็บช้ำให้แก่นักลงทุนเกษียณอายุหลายท่าน

1.1กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector): เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ

กลุ่มอสังหาฯ เป็นกลุ่มที่ถูกเชียร์ให้ซื้อเก็บเพื่อเอาปันผลสูงระดับ 7-8% มากที่สุดกลุ่มหนึ่งเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว แต่หากเรามาขุดสถิติเงินปันผลย้อนหลัง 10 ปี (ปรับปรุงพาร์แล้ว) ของหุ้นระดับบิ๊กเนมในวงการ จะพบภาพความจริงที่น่าตกใจ:

  • LH (Land and Houses): ปี 2017 จ่ายปันผลสูงถึง 0.75 บาท แต่หลังจากนั้นก็ซึมยาวและทยอยลดลงจนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 0.25 บาท (ลดลงถึง 66%!) และราคาหุ้นดิ่งลงจากประมาณ 10 บาท เหลือเพียง 4 บาทเศษ
  • LPN: จากเดิมที่เคยจ่ายปันผลได้ 0.60 บาท ปัจจุบันสาละวันเตี้ยลงจนเหลือเพียง 0.10 บาท (ลดลงกว่า 80-90%!) สอดคล้องกับราคาหุ้นที่ตกลงในสัดส่วนเดียวกัน
  • QH (Quality Houses): ปันผลลดลงจาก 0.20 บาท เหลือประมาณ 0.09-0.10 บาท (ลดลงราว 45-50%)
  • SIRI & SPALI: แม้จะมีความแข็งแกร่งในการแข่งขันสูง แต่ในภาพรวมระยะยาว ปันผลก็ปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดอสังหาฯ เช่นเดียวกัน
  • AP (AP Thailand): แม้จะเป็นผู้เล่นที่เก่งและปรับตัวได้ดีที่สุดในช่วงโควิด-19 (ปันผลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงช่วงปี 2023) แต่ท้ายที่สุดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับแนวโน้มขาลง (Decline) ของอุตสาหกรรมในปัจจุบันตามกำไรที่หดตัวลง

ทำไมปันผลอสังหาฯ ถึงตกต่ำ? และทำไมอัตราปันผลเปอร์เซ็นต์ถึงดูสูง?

สาเหตุสำคัญมาจาก “วิกฤตประชากรศาสตร์ (Demographic Crisis)” ของประเทศไทย เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ประมาณปีละ 1 ล้านคน แต่ปีที่ผ่านมาเหลือเด็กเกิดใหม่เพียง 400,000 กว่าคนเท่านั้น (ลดลงเกือบ 60%!) ขณะที่จำนวนคนเสียชีวิตกลับแซงหน้าจำนวนคนเกิดใหม่ ทำให้ประชากรรวมเริ่มลดลงมาแล้ว 3-4 ปี

เมื่อเด็กเกิดน้อยลง โอกาสในการแต่งงาน ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมในอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะหดตัวลงอย่างมหาศาล ประกอบกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปคือ “เช่าอยู่ดีกว่าซื้อ” ภาพในอนาคตของกลุ่มอสังหาฯ จึงเต็มไปด้วยความอึมครึมและไร้ทิศทางการเติบโต

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุที่สมบูรณ์แบบก่อนไทย ปัจจุบันมีบ้านว่างที่ไม่มีใครต้องการถึงขั้นเปิดขายในราคาเพียง 1 เยน (ประมาณ 25 สตางค์) เพื่อผลักภาระภาษีและค่าบำรุงรักษาออกไป และในอนาคตอันใกล้ โรงเรียน มหาวิทยาลัย คอนโดมิเนียม และตลาดบ้านในไทยก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ อัตราปันผลที่ดูสูงถึง 9-10% ของกลุ่มอสังหาฯ ในหลาย ๆ ช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เพราะบริษัทมีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น แต่เป็นเพราะ “ราคาหุ้นที่ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้ PE ต่ำลงเหลือเพียง 5-6 เท่า” ตลาดให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ต่ำลงเนื่องจากคุณภาพของธุรกิจมีความผันผวนสูงและไม่มีแนวโน้มเติบโต นี่คือสัจธรรมของตลาดหุ้นที่นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า “ของถูกไม่มีดี ของฟรีไม่มีในโลก”

1.2 กลุ่มธนาคาร (Banking Sector): “มันจะดีจนกว่ามันจะเจ๊ง” และความเสี่ยงแฝงจาก NPL

ในปัจจุบัน กลุ่มธนาคารกลายเป็นกลุ่มหลักที่สถาบันและโซเชียลมีเดียแห่กันเชียร์ให้เข้าซื้อเพื่อรับปันผลสูง แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ หุ้นธนาคารมีความเสี่ยงที่เรียกว่า “มันจะดีจนกว่ามันจะเจ๊ง”

จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของธนาคารคือ NPL (Non-Performing Loans) หรือหนี้เสีย ลองมาดูคณิตศาสตร์ง่าย ๆ กัน:

  • ธนาคารขนาดใหญ่ของไทย (BBL, KBANK, KTB, SCB) มีพอร์ตสินเชื่อ (Loan Portfolio) เฉลี่ยแบงก์ละประมาณ 2 ล้านล้านบาท
  • มีกำไรสุทธิเฉลี่ยปีละประมาณ 40,000 – 50,000 ล้านบาท
  • ปัจจุบันในระบบมีหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ประมาณ 3%

หากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจน NPL ขยับจาก 3% ขึ้นเป็น 5% (เพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น) ทุก ๆ 1% ของพอร์ตสินเชื่อที่กลายเป็นหนี้เสีย จะคิดเป็นเม็ดเงินถึง 20,000 ล้านบาท ที่ธนาคารต้องสำรองเพิ่ม ดังนั้น หาก NPL เพิ่มขึ้นแค่ 2% เงินสำรองหนี้สูญจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถ “กลืนกินกำไรสุทธิของธนาคารทั้งปีไปจนเกือบหมดสิ้น” และอาจทำให้ธนาคารเข้าสู่ภาวะขาดทุนได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเจอวิกฤตหนักหนาเหมือนยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ NPL พุ่งไปถึง 40%

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารหดตัวลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปันผลลดลงตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้น BBL ดิ่งลงถึง 72% จากระดับ 250 บาท เหลือเพียงประมาณ 70 บาทในช่วงโควิด-19 และเงินปันผลก็ลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เท่าเดิม

การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารในปัจจุบันที่ราคาเกือบเทียบเท่าช่วง Peak ในอดีต และ PBV (Price to Book Value) ขยับสูงเกินกว่า 1 เท่า (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารทั่วโลกที่มักจะต่ำกว่า 1 เท่า) จึงมี Downside ที่อาจสูงถึง 70% ในขณะที่มี Upside ค่อนข้างจำกัดเพียง 20% เท่านั้น นอกจากนี้ พอร์ตสินเชื่อที่ใหญ่ที่สุดของธนาคารคือ “สินเชื่อกู้ซื้อบ้าน” ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นขาลงจากภาวะประชากรหดตัวอย่างชัดเจน

ข้อยกเว้นบางประการในกลุ่มสถาบันการเงิน:

TISCO และ TCAP: สองรายนี้สามารถรักษาความเสถียรในการจ่ายปันผลได้ดีกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในช่วงโควิด-19 เนื่องจากมีรากฐานดั้งเดิมเป็นสถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ปรับตัวจนรอดชีวิตมาได้ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้ง มีโครงสร้างธุรกิจแบบ “ลูกผสม” ที่ทำหน้าที่บริหารทั้งฝั่งเงินฝากและธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ มีความนิ่งสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลสูง โดยเฉพาะ TCAP ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของ “การเดินหน้าซื้อหุ้นคืนสม่ำเสมอ” ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่เป็นตัวหารลดลง ซึ่งช่วยให้กำไรต่อหุ้น (EPS) และเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ แม้กำไรภาพรวมจะทรงตัวก็ตาม อย่างไรก็ดี หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือปัญหาหนี้เสียรุนแรงระดับประเทศ ทั้งสองตัวนี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบหนักจนขาดทุนยับได้เช่นกัน

1.3 กลุ่มสาธารณูปโภคและโรงไฟฟ้า (Utilities & Power Plants): ระวังภัยเงียบจาก “เงินเฟ้อ”

กลุ่มสาธารณูปโภคมักถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุดเพราะคนยังต้องใช้น้ำใช้ไฟ แต่จากสถิติ 10 ปี มีข้อจำกัดที่นักลงทุนมักมองข้าม:

  • TTW (Thai Tap Water): เป็นตัวอย่างที่ดีของการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 0.60 บาทต่อหุ้นติดต่อกันยาวนานกว่า 10 ปี หากคุณมองหาความเสถียร หุ้นตัวนี้ตอบโจทย์อย่างแน่นอน แต่คุณต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า เงินปันผลที่คงที่เท่าเดิมตลอด 10 ปีนั้น เท่ากับว่าคุณกำลังพ่ายแพ้ต่อเงินเฟ้อ! ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยและราคาสินค้าในไทยขยับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้วเกือบ 30-40% หากพอร์ตของคุณจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอที่ 60,000 บาทต่อปีเท่าเดิม อำนาจซื้อที่แท้จริงของคุณจะลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ยอดการใช้น้ำก็ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างประชากรที่ลดลง เราคงไม่สามารถคาดหวังให้คนคนหนึ่งอาบน้ำวันละ 4 รอบได้
  • EASTW: จ่ายปันผลลดฮวบจากระดับ 0.47 บาท เหลือเพียง 0.02 บาทในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการหมดสัญญาสัมปทาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหุ้นปลอดภัยก็มีจุดตายได้เช่นกันหากสัมปทานไม่ได้รับสัญญาระหว่างทาง
  • กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (EGCO, GPSC, BGRIM): แม้จะจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอในภาพกว้างจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับรัฐ แต่ก็มีบางปีที่ผลประกอบการเหวี่ยงตัวตามต้นทุนเชื้อเพลิง (เช่น GPSC หรือ BGRIM ที่มีปันผลดรอปไปในบางช่วง) และในภาพรวม ความสามารถในการเติบโตของเงินปันผลมักจะทำได้ค่อนข้างช้าจนอาจไม่ชนะเงินเฟ้อเช่นเดียวกัน

กลยุทธ์การ เลือกหุ้นปันผล สไตล์ “ปันผลเติบโต (Dividend Growth)” ทางรอดที่แท้จริงของพอร์ตลงทุน

เมื่ออดีต หุ้นปันผล ยอดฮิตส่วนใหญ่กลายเป็นกับดัก แล้วเราควรจะวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร?

คำตอบคือ เราต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการมองหาหุ้นที่ “ปันผลสูงวันนี้” ไปเป็น “มองหาบริษัทที่มีความสามารถในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต (Dividend Growth)” แม้ว่าอัตราปันผลปัจจุบันอาจจะดูไม่สูงมากนัก (เช่น 3-4% ในวันแรกที่ซื้อ) แต่หากบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เงินปันผลบาทต่อหุ้นจะเติบโตขึ้นตาม จนในที่สุด ผลตอบแทนจากต้นทุนเดิม (Yield on Cost) ของคุณจะสูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง

คุณลักษณะของธุรกิจที่คุณควรจะมองหาเพื่อทำเป็น หุ้นปันผล 10 ปี ถัดไปคือ บริษัทที่มีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) และอยู่ในเทรนด์อนาคตอย่างแท้จริง

5 ตัวอย่างหุ้นปันผลเติบโตที่พิสูจน์ตัวเองแล้วจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี:

  • ADVANC (Advanced Info Service):
    • สถิติย้อนหลัง 10 ปี: ปี 2017 จ่ายปันผลราว 7.00 – 7.34 บาท แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 จะได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อย แต่ก็ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงปีเดียวจนสามารถจ่ายปันผลปกติเพิ่มขึ้นมาเป็น 15.00 บาทต่อหุ้น (เติบโตขึ้นกว่าเท่าตัว!)
    • ปัจจัยสนับสนุนอนาคต: ธุรกิจโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตบ้านมีอำนาจในการปรับขึ้นราคา (Pricing Power) ตามปริมาณการใช้งานดาต้าของประชากร อีกทั้งบริษัทยังมีการขยายฐานรายได้ไปยังธุรกิจแห่งอนาคต เช่น Data Center และได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ซึ่งนักท่องเที่ยวทุกคนยังคงจำเป็นต้องซื้อซิมการ์ดใช้งานเมื่อเดินทางเข้ามาในไทย
  • CPN (Central Pattana):
    • สถิติย้อนหลัง 10 ปี: แม้ว่าในช่วงโควิด-19 จะเจอมรสุมปิดห้างจนผลประกอบการและเงินปันผลลดลงไปบ้าง แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย CPN ก็ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งด้วยการปรับตัวเป็นศูนย์กลางแห่ง “ประสบการณ์ (Experience)” เพื่อสู้กับกระแส e-Commerce จนปัจจุบันปันผลเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.40 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจากอดีตก่อนโควิด-19)
  • TACC (T.A.C. Consumer):
    • สถิติย้อนหลัง 10 ปี: ผู้ผลิตเครื่องดื่มส่งขายให้กับเซเว่น-อีเลฟเว่น แม้จะเคยเจอแรงกดดันจากหนึ่งรายการพิเศษอย่างภาษีสรรพสามิตน้ำหวานในปี 2018 ทำให้ปันผลสะดุดลงชั่วคราว แต่ใช้เวลาเพียงปีเดียวก็ฟื้นตัวทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) และล่าสุดปันผลเติบโตกว่า 1 เท่าตัวจากอดีต โดยผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้แบบเติบโตต่อเนื่อง
  • กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare Sector) – BDMS และ PR9:
    • BDMS: เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีเสถียรภาพในการจ่ายปันผลสูงมาก แม้ในช่วงโควิด-19 จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากการปิดน่านฟ้า แต่ก็กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเงินปันผลเพิ่มขึ้นเกือบ 2-3 เท่าจากในอดีต ด้วยอำนาจในการขึ้นราคาค่ารักษาตามต้นทุนที่แท้จริง
    • PR9 (โรงพยาบาลพระรามเก้า): มีความสม่ำเสมอของผลประกอบการและมีลักษณะธุรกิจที่ต้านทานวัฏจักรเศรษฐกิจ (Non-Cyclical) ลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ตั้งใจบินมารักษาตัวโดยเฉพาะ (Medical Tourism) เช่น ตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตและขยายกำลังการให้บริการ (Capacity) ได้อีกมาก ปันผลเติบโตต่อเนื่องสอดคล้องกับกำไรสุทธิ

บทสรุป: หัวใจสำคัญในการเอาชนะตลาดและสะสมพอร์ตหลักล้าน

สถิติตลอดทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยผู้เล่นที่มีความฉลาดสูง ทั้งกองทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และต่างชาติ การที่ตลาดปล่อยให้หุ้นบางตัวราคาถูกมาก ๆ มี PE เพียง 5-6 เท่า และมี Dividend Yield สูงระดับ 8-9% ย่อมแสดงว่า “มันมีปัญหาซ่อนอยู่ข้างหลังเสมอ” ซึ่งคนกลุ่มนี้รู้ดีจึงได้เทขายทิ้งจนราคาร่วงลงมาต่ำ

ในทางกลับกัน ทำไมหุ้นบางตัวที่มีความโดดเด่นอย่าง ADVANC กลับซื้อขายที่ PE สูงถึง 20 เท่า และต่างชาติยังคงเดินหน้าเก็บสะสมเรื่อย ๆ? นั่นก็เป็นเพราะคุณค่าของอนาคต ความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง และเงินปันผลที่เติบโตได้ต่อเนื่องยาวนานอย่างแท้จริง

ดังนั้น หากคุณต้องการ เลือกหุ้นปันผล ถือยาว 10 ปี เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับอนาคต จงเลิกซื้อหุ้นเพียงเพราะเห็นตัวเลขอัตราปันผลเปอร์เซ็นต์วันนี้ว่าสูง แต่จงใช้เวลาแกะงบการเงินอย่างลึกซึ้ง เข้าใจรูปแบบรายได้ที่สม่ำเสมอ ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือ จงเข้าซื้อในราคาและมูลค่าที่เหมาะสมเสมอ (Valuation) เพื่อความสุขและสุขภาพการเงินที่ดีของตัวคุณเองในระยะยาว

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam