แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี จะมีต่อ HL อย่างไรบ้างคะ? | Q&A กล้วยๆ EP.1192
แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี จะเข้ามาดิสรัปต์ร้านขายยา HL จริงหรือ? เจาะลึกโอกาสและผลกระทบที่คุณควรรู้
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพออนไลน์ ทำให้ในแวดวงธุรกิจเกิดคำถามสำคัญขึ้นมาว่า แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี (Telepharmacy) จะเข้ามาสร้างผลกระทบและ “ดิสรัปต์” (Disrupt) ธุรกิจร้านขายยาแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่อย่าง HL (Health Lead) มากน้อยเพียงใด?
หากมองเพียงผิวเผิน บริการปรึกษาเภสัชกรและสั่งซื้อยาออนไลน์อาจดูเหมือนเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนร้านขายยาหน้าร้านได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเราลองเจาะลึกไปถึง “พฤติกรรมผู้บริโภค” และ “โครงสร้างของธุรกิจสุขภาพ” อย่างถี่ถ้วนแล้ว ผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเหตุผลว่าทำไมร้านขายยาหน้าร้านถึงยังคงไปต่อได้ และ HL จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร?
ทำไม แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ถึงอาจไม่ได้ดิสรัปต์ร้านขายยาอย่างที่คิด?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ไม่สามารถเข้ามาทดแทนร้านขายยาที่มีหน้าร้านได้อย่างสิ้นเชิงนั้น มาจากธรรมชาติของการดูแลสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง ได้แก่:
- ความซับซ้อนของการวินิจฉัยโรค: การรับบริการผ่าน แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ยังคงมีข้อจำกัดในการประเมินอาการป่วย แม้จะมีการปรึกษาผ่านหน้าจอ แต่วิธีนี้อาจไม่ตอบโจทย์โรคที่มีความซับซ้อน หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เภสัชกรและแพทย์มักมีความระมัดระวังและไม่กล้าฟันธงการวินิจฉัยโรค 100% เมื่อเทียบกับการได้ตรวจประเมินผู้ป่วยตัวจริงที่หน้าร้าน
- กลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการแตกต่างกัน: บริการออนไลน์มักจะเหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคประจำตัวที่ต้องการซื้อยาเดิมซ้ำๆ (Refill) หรือผู้ที่ต้องการความสะดวกในการสั่งซื้อยาสามัญพื้นฐาน ในทางกลับกัน หากเกิดการเจ็บป่วยกะทันหันหรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึก ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงให้ความไว้วางใจในการเดินเข้าไปพูดคุยกับเภสัชกรโดยตรงที่ร้านมากกว่า
ถอดบทเรียนจาก E-Commerce และ EV สู่มุมมองแบบ Omnichannel
เพื่อให้เห็นภาพการเข้ามาของ แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบกับเทรนด์ระดับโลกอย่าง E-Commerce และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ดังนี้:
- บทเรียนจาก E-Commerce: แม้การซื้อของออนไลน์จะสะดวกและเติบโตสูง แต่ก็ไม่ได้เข้ามาฆ่าการค้าปลีกหน้าร้านแบบ 100% ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนที่มีการเติบโตของ E-Commerce สูงมาก สัดส่วนการขายออนไลน์ก็อยู่ที่ประมาณ 40% ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 20–30% และไทยอยู่ที่ราวๆ 10% กว่าๆ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว (Mature) และทรงตัวมาหลายปีแล้ว
- มุมมองจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV): ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า EV จะมีสัดส่วนเพียงราว 1 ใน 3 ของรถยนต์ทั้งหมดในโลกเท่านั้น เพราะเมื่อความต้องการ EV สูงขึ้น ราคาน้ำมันก็จะปรับลดลงตามกลไกตลาด จนเกิด “จุดสมดุล” ระหว่างรถยนต์สันดาปและ EV
- เป็นเพียงช่องทางเสริม ไม่ใช่การทำลายล้าง: เช่นเดียวกับสองอุตสาหกรรมข้างต้น แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี จะเข้ามาเป็นเพียง “ช่องทางเสริม” ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคบางกลุ่ม ไม่ใช่เทคโนโลยีที่จะเข้ามาดิสรัปต์หรือทำลายล้างร้านขายยาหน้าร้านให้หายไป
โอกาสและการปรับตัวของ HL ในยุคดิจิทัล
สำหรับหุ้นกลุ่มร้านขายยาอย่าง HL ผลกระทบจากการมาถึงของ แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้สบายมาก เนื่องจาก HL ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับกลยุทธ์โดยนำ แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี มาให้บริการควบคู่ไปกับหน้าร้าน (Omnichannel) ทำให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายของลูกค้าได้ครบทุกกลุ่ม
โอกาสเติบโตในอนาคต (Catalyst): นอกจากนี้ หากในอนาคตประเทศไทยมีการผลักดันและพัฒนาระบบ การจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription Separation) ให้เหมือนกับในสหรัฐอเมริกา (ที่โรงพยาบาลเน้นแค่การตรวจรักษาและออกใบสั่งยา แล้วให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยามาซื้อยาที่ร้านขายยาภายนอก) นโยบายนี้จะเป็นปัจจัยบวก (Upside) ครั้งใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจร้านขายยาชั้นนำอย่าง HL เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
สรุป
ท้ายที่สุดแล้ว แพลตฟอร์มเทเลฟามาซี ไม่ใช่ภัยคุกคามที่จะมาดิสรัปต์ HL แต่เป็น “เครื่องมือเสริม” ที่เข้ามาร่วมสร้างจุดสมดุลใหม่ในระบบบริการสุขภาพ การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างช่องทางออนไลน์และหน้าร้านแบบ Omnichannel จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ HL สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และรักษาการเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

