มือใหม่ต้องรู้! Asset Class กองทุน Passive Fund และทองคำ Part.4 | Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.6
รู้จักพอร์ตสร้างความมั่งคั่งด้วย Passive Fund และที่หลบภัยอย่าง ทองคำ
หลายคนที่มีงานประจำมักจะมีความฝันว่าอยากให้เงินทำงานแทน และอยากมีความมั่งคั่งจากการลงทุน แต่ข้อจำกัดสำคัญที่ทุกคนต้องเจอคือ “ไม่มีเวลา” ในการศึกษาหาความรู้ หรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจในแต่ละวัน
วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับสินทรัพย์การลงทุน (Asset Class) 2 ประเภทจากรายการ “ลงทุนกล้วยๆ” ที่ตอบโจทย์เป้าหมายและสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน นั่นคือการลงทุนในภาพรวมอย่าง Broad Stock Market หรือ Passive Fund และสินทรัพย์ยอดฮิตในช่วงวิกฤตอย่าง ทองคำ
สร้างความมั่งคั่งสไตล์คนไม่มีเวลาด้วย Broad Stock Market (Passive Fund)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูง (อยากรวย) สามารถยอมรับความเสี่ยงและความผันผวนได้สูงมาก แต่มีข้อจำกัดคือ “ไม่มีเวลา” และไม่อยากมานั่งศึกษาประเมินมูลค่าหุ้นรายตัว สินทรัพย์ที่เรียกว่า Broad Stock Market หรือการลงทุนผ่าน Passive Fund คือทางเลือกที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุณ
Passive Fund คืออะไร?
การลงทุนแบบ Passive Fund (หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อกองทุนดัชนี) คือการลงทุนในตลาดหุ้นแบบภาพรวมโดยไม่เจาะจงเลือกหุ้นรายตัวใดรายตัวหนึ่ง ตัวอย่างเช่น Vanguard S&P 500 ETF ซึ่งเป็นการซื้อกองทุนที่กระจายการลงทุนไปในหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา 500 ตัวแรก นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่กระจายการลงทุนเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว (Developed World) หรือกระจายการลงทุนไปในหุ้นของทุกประเทศทั่วโลก (All World) อีกด้วย
ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต้องรู้
- ผลตอบแทน: สถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่า Broad Stock Market ของตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 8-10% ต่อปี และหากเจาะจงไปที่ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 14% ต่อปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อและทบต้นสร้างความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี
- ความเสี่ยง: กฎเหล็กของการลงทุนในตลาดหุ้นคือ “มีความเสี่ยงสูงที่สุด” ดังนั้น การลงทุนใน Passive Fund คุณต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับความผันผวนของราคาหุ้นที่สามารถปรับตัวลดลง 20-30% ได้เสมอ เช่น ในช่วงวิกฤตโควิดที่ตลาดหุ้นปรับตัวร่วงลงไปถึง 33% ภายในระยะเวลาสั้นๆ
เจาะลึกสินทรัพย์หลบภัย: ทำไมใครๆ ก็เทใจให้ ทองคำ
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์อย่าง ทองคำ ได้กลายเป็น Talk of the Town เพราะราคาปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและให้ผลตอบแทน 10-20%
ทำไมราคา ทองคำ ถึงพุ่งกระฉูดในระยะนี้?
ในภาษานักลงทุน ทองคำ ถูกจัดให้เป็น “Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยอันแสนปลอดภัย เมื่อโลกเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงครามในหลายพื้นที่ (รัสเซีย-ยูเครน, อิหร่าน) ความกังวลด้านเศรษฐกิจ หรือแม้แต่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงมาพักไว้ที่ ทองคำ เพื่อรักษาความมั่งคั่ง นอกจากนี้ยังมีกระแสเม็ดเงินสีเทาจากกลุ่มมิจฉาชีพที่นำเงินมาแปลงเป็น ทองคำ เพื่อซุกซ่อนทรัพย์สินอีกด้วย
ความจริงของ ทองคำ ในระยะยาว
แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาราคาจะปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง แต่นักลงทุนควรระวังเรื่องการคาดหวังที่สูงเกินไป
- หากดูสถิติย้อนหลัง 30 ปี จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของ ทองคำ อยู่ที่ประมาณ 5.5% ต่อปีเท่านั้น
- เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นยังคงเอาชนะ ทองคำ ได้อย่างขาดลอย (หุ้นสหรัฐฯ เฉลี่ย 200 ปี อยู่ที่ 10% ต่อปี)
สรุปก็คือ: เม็ดเงินมักจะไหลเข้า ทองคำ ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนชั่วคราว และเมื่อสถานการณ์สงบลง เงินเหล่านั้นก็จะถูกหมุน (Asset Allocation) กลับเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นตามเดิม
บทสรุป : เลือกความคาดหวังให้ตรงกับสินทรัพย์
หัวใจสำคัญของการลงทุนคือการเข้าใจตัวเองและเลือก Asset Class ให้เหมาะสม ดังนี้:
| ความคาดหวัง / ข้อจำกัด | สินทรัพย์ที่เหมาะสม |
| รับความเสี่ยงต่ำ / หวังชนะเงินเฟ้อ (2.5-3%) | พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ระดับ Investment Grade |
| รับความเสี่ยงสูง / ไม่มีเวลา / หวังผลตอบแทน 10%+ | Broad Stock Market หรือ Passive Fund |
| รับความเสี่ยงสูงมาก / มีเวลา / อยากรวยกว่าตลาด | หุ้นรายตัว (ต้องศึกษาข้อมูลและงบการเงินอย่างหนัก) |
| ต้องการพักเงิน / หลบความผันผวนของโลก | ทองคำ |
หากคุณต้องการพักเงินเพื่อหลบเลี่ยงความผันผวนของโลกในบางจังหวะเวลา ทองคำ คือตัวเลือกสวรรค์แห่งความปลอดภัยที่คุณมองหา แต่ถ้าอยากสร้างตัวในระยะยาวโดยไม่ต้องเฝ้าจอ การกระจายเงินใน Passive Fund คือคำตอบที่ยั่งยืน
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
