ทำไม CPALL ราคาหุ้นต่ำสุดในรอบ 1 ปี ทั้งที่ผลประกอบการดี? (กล้วยๆ Q&A | EP.1066)
เจาะลึกหุ้น CPALL ทำไมราคาต่ำสุดในรอบ 1 ปี ทั้งที่งบสวย? (วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง)
นักลงทุนหลายคนอาจกำลังตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นขวัญใจมหาชนอย่าง CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพราะหากดูผลประกอบการและงบการเงินแล้ว ทุกอย่างดูเติบโตและออกมาดี แต่ทำไมราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี?
หลายคนกังวลเรื่องหนี้สิน หรือกังวลเรื่องการซื้อกิจการในอดีต แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก พบว่าสาเหตุที่แท้จริงซับซ้อนกว่านั้น วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายครับ
ภาวะตลาด De-rating (ปรับลดมูลค่าทั้งตลาด)
สาเหตุแรกที่กระทบ CPALL ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัว แต่เป็นภาพรวมของตลาดหุ้นไทยที่กำลังถูก “De-rating” หรือการปรับลดมูลค่า P/E (Price-to-Earnings Ratio) ลงมาทั้งตลาด
เมื่อย้อนกลับไปช่วง 2-3 ปีก่อน CPALL เคยมีการซื้อขายกันที่ค่า P/E สูงถึง 30 เท่า แต่ปัจจุบันค่า P/E ลดลงมาเหลือเพียง 10 กว่าเท่าเท่านั้น การที่ราคาหุ้นลดลงส่วนหนึ่งจึงเกิดจากการปรับฐานของ Valuation ทั้งตลาด ไม่ใช่เพียงแค่ CPALL ตัวเดียวที่ลง
ความกังวลเรื่องธรรมาภิบาลและการ “อุ้ม” กิจการในเครือ
ประเด็นนี้ถือเป็น “Key Point” สำคัญที่กดดันราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่า CPALL จะไม่ได้เป็นผู้กระทำการโดยตรง แต่บริษัทลูกอย่าง CPAXT (แม็คโคร) ซึ่ง CPALL ถือหุ้นอยู่ถึง 60% ได้มีการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน
ประเด็นคือ CPAXT ได้เข้าไปซื้อโครงการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อทำห้างสรรพสินค้า ซึ่งตั้งอยู่หน้าโครงการ “The Forestias” ถนนบางนา-ตราด ความกังวลของนักลงทุนมีดังนี้:
- ความเสี่ยงของโครงการ Forestias: โครงการนี้เป็นอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์มูลค่าหลักแสนล้าน ซึ่งเป็นของ “ลูกหลานเจ้าสัว” หรือเครือญาติ แต่สถานการณ์ยอดขายดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามเป้า และมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง
- ข้อครหาเรื่องการอุ้มสินทรัพย์: นักลงทุนมองว่าการที่แม็คโคร (บริษัทย่อยของ CPALL) ไปซื้อตึกหน้าโครงการนี้ เป็นการนำเงินบริษัทมหาชนไป “อุ้ม” สินทรัพย์ของครอบครัวเจ้าของหรือไม่?
- ทำเลและการแข่งขัน: นักลงทุนกังวลว่าหากโครงการ Forestias ขายไม่ดี ลูกค้าที่จะมาเดินห้างหน้าโครงการจะมาจากไหน? อีกทั้งทำเลดังกล่าวยังตั้งอยู่ใกล้กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Mega Bangna ที่แข็งแกร่งมาก
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึง “Discount” หรือลดมูลค่าหุ้นลงเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและความไม่แน่นอนในอนาคต
ราคาหุ้นสะท้อน “อนาคต” ไม่ใช่ “ปัจจุบัน”
แม้ว่าในปัจจุบัน งบการเงินของ CPALL และ CPAXT จะยังดูดีและยังไม่ได้รับผลกระทบจากดีล Forestias (เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ ยังไม่เริ่มรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชี) แต่ตลาดหุ้นคือกลไกที่สะท้อน “ความคาดหวังในอนาคต”
นักลงทุนกังวลว่าเมื่อห้างเปิดให้บริการจริง อาจประสบปัญหาขาดทุน และส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในอนาคต ความกลัวว่าบริษัทจะนำกำไรไปอุ้มธุรกิจอื่นในเครือที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดแรงขายออกมา
การปรับ Valuation ของบริษัทย่อย
อีกหนึ่งปัจจัยทางเทคนิคคือ CPAXT (แม็คโคร) เองก็ถูกปรับ Valuation ลงมา จากเดิมที่เคยเทรดกันที่ P/E 25 เท่า ลงมาเหลือประมาณ 15 เท่า เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นฐานและความเสี่ยงใหม่ ซึ่งเมื่อมูลค่าของบริษัทย่อยลดลง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลกระทบชิ่งมาถึงบริษัทแม่อย่าง CPALL ด้วยเช่นกัน
สรุปทิศทางในอนาคต
ราคาหุ้นของ CPALL ในขณะนี้ เป็นราคาที่ตอบรับความกังวล (Panic) ไปล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาคือเมื่อโครงการเปิดตัวจริง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร:
- ถ้าดีกว่าคาด: ราคาหุ้นมีโอกาสดีดกลับแรง
- ถ้าเป็นไปตามคาด (ไม่ดี): ราคาอาจไม่ลงต่อ เพราะรับรู้ข่าวร้ายไปแล้ว
- ถ้าแย่กว่าคาด: ราคาหุ้นอาจลงต่อได้อีก
สำหรับนักลงทุนระยะยาว การวิเคราะห์พื้นฐานของ CPALL ยังคงแข็งแกร่งในแง่ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการบริหารจัดการเงินลงทุนในบริษัทย่อยและธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิดครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

