EP.23 เข้าใจซักที! วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio แบบละเอียดยิบ! (Part 1/2)

วิธีในการหามูลค่าหุ้นมีเยอะและหลากหลายมากมาย แต่เราคัดวิธีที่นักลงทุน VI ใช้กันบ่อยที่สุดและง่ายที่สุด

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า PE เหมาะกับการประเมินมูลค่าหุ้นประเภทไหน

EP.23 เข้าใจซักที! วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio แบบละเอียดยิบ! (Part 1/2)

P ก็คือราคาหุ้น ส่วน E สิ่งที่เราต้องรู้จัก E มี 2 แบบ แบบแรก (1) E ในอดีต คือ กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning) ซึ่ง E ในอดีตก็คือ E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส แต่ E ที่เราจะใช้กันเป็น E ในอนาคต แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น PE มันเหมาะกับหุ้นประเภทที่เราอยากประเมินในมุมมองของกำไร นั่นแปลว่าทุก ๆ บริษัทในตลาดหุ้นจะต้องมีกำไร ดังนั้น PE คือวิธีที่ใช้ง่ายและแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากสามารถใช้วัดมูลค่าหุ้นได้เกือบทุกประเภท ดังนั้นเราจึงเลือกวิธี PE มาใช้ก่อนเป็นตัวแรก เพราะบริษัทไหนก็ตามที่มีอัตรากำไรอยู่แล้ว สามารถใช้ PE ได้ตามปกติ

PE คือ การวัดความถูกหรือแพงของหุ้นอย่างหนึ่ง ตัวแปรของมันคือราคาหุ้นหารด้วยกำไร PE ตัวแปรของมันมีอยู่แค่ 2 ตัว ก็คือ P กับ E แค่นั้น เอา P มาหารด้วย E

การเตรียมตัวก่อนการประเมินมูลค่า

สิ่งที่ต้องเตรียมอย่างแรก คือ ต้องมีไฟล์ไว้สำหรับคำนวณ ไฟล์ที่ใช้คำนวณคือ ไฟล์ Excel ซึ่ง Excel มีไว้สำหรับ คำนวณโดยเฉพาะ อย่างที่ 2 ต้องเตรียมข้อมูล ข้อมูลนั้นมาจาก 2 ที่ คือ 1. www.set.or.th   2. www.jitta.com

วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE

PE คือ P หารด้วย E

P คือ ราคาต่อหุ้น (Price)

E คือ กำไรสุทธิต่อหุ้น EPS หรือ (Earning Per Share)

ถ้าเราอยากจะหาราคาเหมาะสม ก็แค่เอา E (หลัง = มันสามารถโยกไปมาได้) เอา E ไปคูณอีกฝั่งหนึ่ง เอา E ไปคูณกับ PE ก็จะเหลือ แค่ P ตัวเดียว

ดังนั้น P คือ ราคาเหมาะสม = PE คูณกับ E แค่นี้เลย นี่คือการหาราคาประเมิน

ถ้าตามหลักการของ VI เราควรจะซื้อต่ำกว่าราคาเหมาะสม 30% เพื่อ Safe ตัวเอง เผื่อในการวิเคราะห์ผิด

ดังนั้น การประเมินมูลค่าหุ้น มันเป็นศิลปะที่มีความคลาดเคลื่อนและไม่แม่นยำอยู่ในนั้น ขอให้เข้าใจในสิ่งที่มันเป็น อย่าพยายามทำให้แม่นยำ

กล่าวคือ พยายามที่จะถูกแบบคร่าวๆ ถูกแบบหยาบๆ ดีกว่าผิดแบบเป๊ะ ๆ  การพยายามหาคำตอบที่ต้องเป๊ะ ทำให้เราเกิดข้อผิดพลาด

เปรียบเทียบคือ สมมุติว่าเราจะซื้อร้านกาแฟร้านหนึ่ง เราจะซื้อราเท่าไหร่ เราก็ไม่ทราบ สิ่งที่เรารู้คือ กาแฟร้านนี้มีกำไรสุทธิประมาณปีละกี่บาท สมมุติกาแฟร้านนี้ กำไรปีละ 200,000 บาท ในมุมมองของคนซื้อ P ที่จะซื้อเข้าไป ต้องซื้อแล้วคืนทุนในอีกกี่ปีถึงจะคุ้มค่าสำหรับเรา ดังนั้น ต้องประเมินว่า ถ้าจ่ายเงินไปแล้วได้กำไร 200,000 บาท ถ้าคืนทุนกี่ปีถึงจะพอใจ ตามหลักคือ 10 ปีกำลังดี ราคาเป็นเรื่องความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ถ้าคนขายอนาคตไม่มั่นใจว่ามันจะเวิรค์ในอีก 10 ปี อาจจะตั้งราคาขายสัก 5 ปี 1,000,000 บาท ถ้าคนขายมั่นใจและขายของเก่งอาจจะตั้งราคาที่ 10 เท่าขึ้นไป ขึ้นอยู่กับคนซื้อพึงพอใจแค่ไหน นี่คือ PE เป็นตัววัดความถูกหรือแพง ในการลงทุนในหุ้น จะคืนทุนภายในระยะเวลากี่ปี PE ก็คือระยะเวลาที่คืนทุน E นั้นเท่าเดิมตลอดเท่าเดิมทุกปี ถ้าธุรกิจนี้มีโอกาสที่ E หรือกำไรสุทธิในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าการซื้อถ้าคาดหวังว่า 10 ปี PE จะไม่ใช่ 10 เท่า เพราะกำไรจะเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น สมมุติร้านกาแฟกำไรปีละ 200,000 ถ้าอยากได้ 10 ปี คืนทุน ต้องซื้อ 2,000,000 บาท 10 ปีก็จะคืนทุนหลังจากนั้นก็จะได้กำไรเต็มๆ กำไร 200,000 บาททุกปี ถ้าประเมินว่าร้านกาแฟกำลังมีชุมชนมาลงหรือมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเพิ่ม รายได้ก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น อาจจะยอมซื้อแพงกว่า 2,000,000 บาทก็ได้ เพราะว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มเท่าไหร่เราก็ต้องประเมินออกมาเป็นตัวเลขมาอ้างอิงด้วยเหมือนกัน ยิ่งเราเพิ่มตัวแปรความไม่แม่นยำมันก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเราประเมินไกลมากขึ้นเท่าไหร่ ปีต่อไปต้องคิดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นี่คือปัญหาของการประเมินมูลค่าหุ้นทุกชนิด

การหาค่า P/E ที่เหมาะสมหรือควรจะเป็นมันควรหายังไง

การหา PE ที่เหมาะสม เริ่มต้นด้วยที่ www.set.or.th และ www.jitta.com ตัวอย่างหุ้นที่จะนำมาเป็นตัวอย่างที่ง่าย คือ หุ้น CP-ALL เป็นหุ้นยอดนิยมและคำนวณได้ง่ายเพราะกำไรค่อยข้างสม่ำเสมอ ถ้าอยากรู้อะไรของ CP-ALL กดเข้าไปตรงงบการเงินและผลประกอบการ อยากรู้ PE ก็เลือกที่ PE (ย้ำว่าPEที่โชว์ในเว็ปเป็น Trelling PE เป็น PE ย้อนหลัง) อยากรู้ว่า PE เหมาะสมเท่าไหร่ วิธีการหาที่ง่ายที่สุดและได้ผล คือ เราพล็อตค่า PE ย้อนหลังให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ (เยอะปี)

*อย่างใน www.set.or.th จะมีย้อนหลังให้ 4 ปี แต่ยังไม่นับปีปัจจุบัน*

ส่วนใน www.jitta.com (สามารถเข้าและสมัครฟรีใช้ฟรีและสามารถเลือกประเทศและดูเรื่องหุ้นได้)

 มาเลือกที่ Factsheet เราสามารถกด Customize

พอกด Customize เราสามารถพิมพ์ว่าเราต้องการจะใส่ค่าอะไรลงไปในหน้าจอนี้ได้เลย

วิธีการใช้ ลาก PE ทั้งบรรทัดและกด copy มาวางใน excel (สามารถดูแล้วทำตามในคลิปได้)

**ในทางสถิติมีอยู่ทริคหนึ่งที่เราควรใช้ เรียกว่าเป็นการตัดหัวตัดท้าย แปลว่า จะตัดค่าที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดออก**

จากนั้นไปที่ช่องท้ายเพื่อหาค่าเฉลี่ย กดที่ shot cut แล้วเลือกไปที่ค่าเฉลี่ยได้เลย แล้วจะได้ PE ที่เราประมาณการณ์เอาว่า นี่คือราคาเหมาะสม

ตามทางสถิติเหตุผลที่ต้องการตัดค่าที่สูงสุดและต่ำที่สุดออก เขาเรียกว่าเป็นการลดความเบี่ยงเบน ลดความแกว่งของค่านั้น ๆ เพราะบางทีบางปีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติทำให้มีผลต่อราคาได้ ดังนั้น ทำให้ตัวค่าเฉลี่ยออกมามันแกว่งมากกว่าปกติจึงตำเป็นต้องตัดบนตัดล่างออก ทีนี้หลุมพรางของการใช้อดีต ซึ่งทำไมเราใช้อดีต เพราะว่า หุ้นตัวนี้ต้องมีคุณค่าและคุณภาพบางอย่างที่ทำให้นักลงทุนมองเห็นคุณค่าของหุ้น และให้ความถูกแพงราคาเท่านี้อย่างยาวนาน จึงจำเป็นต้องใช้ตัวค่า PE ย้อนหลังหลาย ๆ ปี ไม่ควรน้อยกว่า 5 ปี ดังนั้น จะไม่เหมาะเลยถ้าจะหามูลค่าเหมาะสมของหุ้นประเภทที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นไม่กี่ปีแทบจะใช้ไม่ได้เลยถ้าจะใช้ในกรณีดูจากอดีต ดังนั้น สิ่งที่จะแนะนำกับมือใหม่เลย คือ หุ้นที่เพิ่งเข้ามาในตลาดใหม่ ๆ ไม่แนะนำ เพราะประเมินราคายากมากสำหรับมือใหม่ เพราะ ว่าประเมินด้วยวิธีปกติแบบนี้ไม่ได้ ต้องไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น

รับชมขั้นตอนต่อไปได้ใน Part2 https://www.youtube.com/watch?v=BWGi71Bb1io

ถ้าไม่เข้าใจ สามารถรับชมและทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ทางช่อง Youtube ด้านล่างนี้

https://www.youtube.com/channel/UCkkb2AUNbd4tTKv-04zgODA

ลงทุนกล้วย ๆ ให้ผลตอบแทนอย่างพอเพียงฉบับมือใหม่ !!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *