Uncategorized

ทำไม DOHOME P/E สูงกว่า HMPRO ครับ? | Q&Aกล้วยๆ EP.1110

ทำไม P/E ของ DOHOME ถึงสูงกว่า HMPRO ในเมื่อตลาดอสังหาฯ ยังซบเซา?

หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตเมื่อเปรียบเทียบหุ้น DOHOME,HMPRO ว่าทำไมค่า P/E (Price to Earnings Ratio) ของฝ่ายแรกถึงได้รับการประเมินไว้สูงกว่าพอสมควร ทั้งๆ ที่ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาดูย่ำแย่ทั้งคู่ แถมภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ตามหลักการแล้ว หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว งานซ่อมแซมและตกแต่งก็น่าจะฟื้นตัวก่อนงานก่อสร้างใหม่ไม่ใช่หรือ? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความจริงเบื้องหลังที่ทำให้มูลค่าการประเมินของสองบริษัทนี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญครับ


จุดเปลี่ยนในไตรมาสที่ 1: ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales) ที่สวนทาง

แม้ภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์จะดูซบเซา แต่หากเราไปเจาะลึกข้อมูลในไตรมาสที่ 1 (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของหลักทรัพย์กสิกรไทย) จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจมาก

  • HMPRO: ยอดขายสาขาเดิม (รวมถึง Global House) ยังคงมีตัวเลขที่ติดลบอยู่
  • DOHOME: ยอดขายสาขาเดิมสามารถพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกได้สำเร็จ

ตัวเลขที่สวนทางกันนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมที่เรามองจากภายนอก อาจไม่ได้สะท้อนถึง “ไส้ใน” ที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทเสมอไป


“โครงสร้างลูกค้า” กุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่าง

เหตุผลหลักที่ทำให้ทิศทางยอดขายของ DOHOME,HMPRO แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือเรื่องของ “กลุ่มเป้าหมายหลัก” หรือโครงสร้างลูกค้านั่นเอง

  • HMPRO เน้นผู้ใช้งานจริง (End User): กลุ่มลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปเพื่อซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ารายย่อย (B2C) มีความอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
  • DOHOME กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า: แม้กลุ่มลูกค้ารายย่อยของ DOHOME จะมียอดขายติดลบหนักไม่ต่างจาก HMPRO แต่พวกเขายังมีฐานลูกค้ากลุ่มผู้รับเหมารายย่อย และที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มที่รับงานโครงการของภาครัฐ (เช่น อบต., อบจ.) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 50% ของพอร์ตบริษัท

ข้อสังเกต: ในช่วงที่ผ่านมา งานโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณของภาครัฐ (โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มีการขยายตัวและเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ส่งผลให้ยอดขายระบบหลังบ้าน (Back-end) ของ DOHOME เติบโตบวกขึ้นถึงเกือบ 10% การมีโครงสร้างลูกค้า 2 กลุ่มนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง (Hedging) และพยุงผลกระทบจากการหดตัวของฝั่งลูกค้ารายย่อยได้อย่างดีเยี่ยม


ตลาดหุ้นให้มูลค่ากับ “อนาคต” และ “พื้นที่ในการเติบโต (Room to Grow)”

สาเหตุชี้ขาดที่ตอบคำถามของเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือเรื่องของการมองอนาคต ตลาดหุ้นมักจะกำหนดราคา (Price) ของสินทรัพย์จาก “สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” ไม่ใช่แค่สิ่งที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน

หากเรามองภาพไปข้างหน้าในอีก 5 ปี จะเห็นความแตกต่างของโอกาสในการขยายธุรกิจดังนี้:

  • HMPRO (ความท้าทายในการสเกล): ปัจจุบันมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศมากถึง 90 สาขา การจะสร้างการเติบโตของรายได้ให้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว หมายความว่าอาจจะต้องขยายสาขาให้ถึง 180 แห่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและจินตนาการภาพได้ค่อนข้างยากในกรอบเวลา 5 ปี
  • DOHOME (โอกาสในการเติบโตสูง): ปัจจุบันเพิ่งมีสาขาเพียงแค่ประมาณ 26 สาขาเท่านั้น การขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 50, 60 หรือ 80 สาขา ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (1 เท่าตัว) จึงมีความเป็นไปได้สูงกว่า และยังมีพื้นที่ให้ขยาย (Room to grow) อีกมหาศาลในตลาด

บทสรุป

แม้ว่าหุ้น DOHOME,HMPRO จะดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านเหมือนกัน และต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากกำลังซื้อของภาคประชาชน (B2C) ที่อ่อนแอลงเช่นเดียวกัน แต่ด้วย โครงสร้างรายได้ที่แตกต่างกัน (จากการมีงานภาครัฐคอยพยุง) รวมถึง ศักยภาพในการขยายสาขาที่ยังเปิดกว้าง สิ่งเหล่านี้คือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด ว่าทำไมตลาดถึงประเมินมูลค่าและยอมให้ค่า P/E ของ DOHOME อยู่ในระดับที่สูงกว่านั่นเองครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam