กล้วยๆ Q&A ถาม-ตอบ เรื่องหุ้นจากในคอร์สหุ้นมือใหม่ VI TURN PRO

Top 5 ปัจจัยในการเลือกหุ้นของ อ.ประพาส | Q&A กล้วยๆ EP.1143

5 ปัจจัยในการเลือกหุ้น สไตล์ VI จาก อ.ประพาส ที่นักลงทุนระยะยาวต้องรู้

การเลือกลงทุนในหุ้นสักตัวให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่แค่การมองหาหุ้นที่เติบโตดีเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกหลายอย่าง วันนี้เราจะมาเจาะลึก 5 ปัจจัยในการเลือกหุ้น สไตล์ VI (Value Investor) จาก อ.ประพาส ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถถือหุ้นได้อย่างสบายใจและเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้อย่างยั่งยืนครับ

1. ความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร (Integrity) 5 ปัจจัยในการเลือกหุ้น

ข้อแรกและเป็นสิ่งที่ อ.ประพาส ให้น้ำหนักความสำคัญมากที่สุดคือ “ความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร” โดยได้อ้างอิงถึงหลักการของ Warren Buffett ที่บอกว่าเวลาเลือกผู้บริหารให้มองหา 3 สิ่งคือ 1. ความซื่อสัตย์ 2. ความฉลาด 3. พลังงานหรือแพชชั่น (Energy/Passion) แต่ถ้าคนๆ นั้นไม่มีข้อแรกคือ “ความซื่อสัตย์” อีกสองข้อที่เหลือก็จะถูกนำมาใช้เพื่อทำลายบริษัทและหุ้นของเราในที่สุด การได้ผู้บริหารที่ซื่อสัตย์จะทำให้นักลงทุนอุ่นใจและไม่ต้องคอยระแวงหลัง

2. ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน (Sustainable Competitive Advantage)

ข้อต่อมาที่ถือว่ามีความซีเรียสมากคือ ธุรกิจต้องมีความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า Moat หากเรามองหาจุดแข็งนี้ไม่เจอ การถือหุ้นระยะยาว 5-10 ปีเพื่อให้หลับฝันดีก็จะเป็นเรื่องยาก ปัจจัยข้อนี้อาจจะสำคัญกว่าภาพการเติบโตในอนาคตด้วยซ้ำ เพราะถ้ามองไม่เห็นความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน ก็จะไม่กล้าลงทุนในสัดส่วนที่เยอะ

3. ภาพอนาคตที่เติบโตได้ยาวนาน (Long-term Future)

ในการประเมินภาพอนาคต แม้จะรู้ว่าบริษัทนั้นจะมีกำไรเติบโตอย่างแน่นอน แต่หากผู้บริหารดูมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจ (Tricky/ซิกแซก) ต่อให้หุ้นมีโอกาสเติบโตสูงก็จะไม่ยอมซื้ออย่างเด็ดขาด การลงทุนแบบ VI คือการมองหาธุรกิจที่มีเส้นทางให้เติบโตได้อีกยาวไกล (Really long hill) ที่จะสร้างปรากฏการณ์ทบต้น (Snowball effect) ไปได้อีกนาน ดังคำกล่าวของ VI ที่ว่า “ถ้าคุณไม่คิดจะอยากเป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้ไป 10 ปี ก็อย่าเสียเวลาคิดจะซื้อเพื่อถือมันแม้แต่ 10 นาที” ดังนั้น หากภาพอนาคตอนาคตของธุรกิจไม่ชัดเจน ก็จะไม่เลือกลงทุนเช่นกัน

4. ความเข้าใจในธุรกิจ (Circle of Competence)

เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวนักลงทุนเอง นั่นคือเราต้องรู้ว่าขอบเขตความรู้ความเข้าใจในธุรกิจของเรา (Circle of competency) อยู่ตรงไหน หลักการง่ายๆ คือ “เราจะไม่ลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ” ตัวอย่างเช่น หุ้นบริษัทใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% ต่อปี สร้างกระแสเงินสดได้มหาศาล แต่หากโครงสร้างธุรกิจมีความซับซ้อนมากเกินไปจนทำความเข้าใจได้ยาก และต้องทำงานหนักมากเพื่อติดตามธุรกิจ ก็อาจจะทำให้เกิดความหวั่นใจและเลือกที่จะข้ามหุ้นตัวนั้นไป แม้จะผ่านเกณฑ์ 3 ข้อแรกมาแล้วก็ตาม

5. ความเสี่ยงและราคาที่เหมาะสม (Risk & Valuation)

ข้อสุดท้ายคือเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่นำมาประกอบการตัดสินใจ ทั้งเรื่องของงบการเงิน องค์ประกอบเชิงคุณภาพ ความเสี่ยงในระดับที่นักลงทุนยอมรับได้ และราคาที่ซื้อมีความคุ้มค่า (Risk/Reward Ratio) มากน้อยเพียงใด หุ้นหลายตัวอาจจะเป็นหุ้นที่ดูดีและผ่านเกณฑ์ 4 ข้อแรกมาแล้วอย่างสวยงาม แต่ถ้าสุดท้ายแล้วความเสี่ยงหรือราคาไม่เข้าเกณฑ์ในข้อ 5 ก็จะทำใจซื้อไม่ลงเช่นกัน

บทสรุป

การนำ 5 ปัจจัยในการเลือกหุ้น ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในแนวทางของ VI นั้น “ควรจะต้องมีครบทั้ง 5 ข้อ” หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ยากที่จะตัดสินใจซื้อ เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่วินัยที่ตั้งขึ้นมาเท่านั้น แต่มันคือ “ตัวตนและจิตวิญญาณของ VI” ที่ต้องการความมั่นใจในการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างแท้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam