หุ้น KKP ควรเก็บ DCA ระยะยาวไหมคะ? | Q&A กล้วยๆ EP.1149
วิเคราะห์เจาะลึก หุ้น KKP ควรเก็บ DCA ระยะยาวไหม? พร้อมคำแนะนำหุ้นเด่นรับเทรนด์ 10 ปีข้างหน้า
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หุ้นธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP มีผลประกอบการที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก และราคาหุ้นก็เคยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนเกือบเท่าตัว ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเกิดความสนใจและมีคำถามยอดฮิตว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบ KKP,DCA (Dollar-Cost Averaging) เพื่อสะสมหุ้นในระยะยาวนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่?
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกไส้ในของธุรกิจ KKP พร้อมทั้งกางแผนที่การลงทุนในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าเราควรโฟกัสที่หุ้นกลุ่มไหนเพื่อเอาชนะความท้าทายทางโครงสร้างประชากรไทย
เจาะลึกงบการเงิน KKP: อะไรคือ “เครื่องยนต์” ขับเคลื่อนกำไร?
หากเรานำงบการเงินของ KKP มาผ่าดูไส้ใน จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก นั่นคือ รายได้หลักจากดอกเบี้ย (Interest Income) ในการปล่อยสินเชื่อตามปกติของธนาคารนั้นมีแนวโน้มลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ
แต่ส่วนที่เติบโตอย่างมหาศาลจนกลายมาเป็น “เดอะแบก” หรือแรงขับเคลื่อนหลักให้กับบริษัทคือ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-interest income) ซึ่งมีที่มาที่ไปดังนี้:
- เจ้าตลาด High Frequency Trading (HFT): KKP ได้จับมือกับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเพื่อเปิดให้บริการเทรดความถี่สูงหรือ Robot Trade การเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบของโบรกเกอร์ทำให้การส่งคำสั่งซื้อขายรวดเร็วกว่านักลงทุนทั่วไปในตลาดอย่างมาก ผลที่ตามมาคือปัจจุบันปริมาณการซื้อขาย (Volume) ของโบรกเกอร์ KKP กระโดดขึ้นมาครองแชมป์อันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับ 2 ชนิดที่เรียกว่าห่างกันถึง 10 เท่า
- เจาะกลุ่มลูกค้า High Net Worth: KKP มีจุดแข็งในการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านบริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ให้กับกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจผันผวนน้อยกว่าฐานลูกค้าระดับล่าง
ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ KKP,DCA
การจะตัดสินใจว่าควรใช้กลยุทธ์ KKP,DCA ในระยะยาวหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึง “ความยั่งยืน” ของรายได้ส่วนที่มิใช่ดอกเบี้ยนี้เป็นหลัก
ปัจจุบันเริ่มมีกระแสการร้องเรียนไปยัง ก.ล.ต. จากนักลงทุนรายย่อยถึงประเด็นความไม่เท่าเทียมในการแข่งขันของระบบ HFT ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญ 2 ข้อที่คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนลงทุน:
- หากคุณมองว่าความได้เปรียบทางธุรกิจนี้จะดำรงอยู่ได้ยาวนาน: กลยุทธ์ KKP,DCA ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะบริษัทมีกระแสเงินสดและกำไรที่แข็งแกร่งจากส่วนนี้
- หากคุณมองว่ามีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: หาก ก.ล.ต. มีการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อลดความได้เปรียบของ HFT รายได้มหาศาลส่วนนี้อาจลดลงอย่างรวดเร็ว ในกรณีนี้การลงทุนอาจต้องใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
มองหาหุ้นเพื่อทำ DCA ในอีก 10 ปีข้างหน้า ควรเน้นกลุ่มไหน?
หากเราขยายภาพให้กว้างขึ้นและมองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ปัจจัยระดับมหภาคที่จะกระทบทุกธุรกิจในประเทศคือ “จำนวนประชากรไทยที่กำลังลดลงอย่างฮวบฮาบ” เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ
ธุรกิจที่พึ่งพาปริมาณการบริโภคของคนระดับแมส (Mass Market) อาจจะถึงจุดอิ่มตัวและมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น กลยุทธ์การหาหุ้นเพื่อทำ DCA ในระยะยาว ควรเน้นไปที่ธุรกิจที่มี ความสามารถในการกำหนดราคา (Pricing Power) และไม่ต้องพึ่งพาจำนวนประชากรในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยมีกลุ่มที่น่าสนใจดังนี้:
1. กลุ่มโรงพยาบาลระดับพรีเมียม
โรงพยาบาลระดับบนมีอำนาจในการตั้งราคา (Pricing Power) สูงมาก ไม่ต้องพึ่งพาจำนวนผู้ป่วยในประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อทำกำไร และยังได้ประโยชน์โดยตรงจากการเปิดรับคนไข้ชาวต่างชาติ (Medical Tourism) ที่มีกำลังซื้อสูง
- หุ้นเด่น: BH (บำรุงราษฎร์), BDMS, PR9
2. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ
แม้ประชากรไทยจะลดลง แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้เรื่อยๆ ธุรกิจที่อิงกับภาคการท่องเที่ยวจึงเป็นเสาหลักที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว
- หุ้นเด่น: MINT, CENTEL, AOT หรือแม้แต่หุ้นโรงพยาบาลภูธรที่เน้นชาวต่างชาติอย่าง WPH
3. กลุ่มค้าปลีก (ที่อยู่ในทำเลทอง)
แม้ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปอาจเหนื่อยจากกำลังซื้อและประชากรที่ลดลง แต่แบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีสาขาในโซนเมืองท่องเที่ยวจะยังคงมียอดขายที่เติบโตได้ดี
- หุ้นเด่น: CPALL (7-Eleven) ซึ่งภาพรวมในช่วง 10 ปีนี้ยังน่าจะรักษาการเติบโตเป็นบวกได้จากจุดแข็งด้านเครือข่ายและความจำเป็นในชีวิตประจำวัน
4. กลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ICT)
แม้จำนวนผู้ใช้งานมือถือในไทยจะอิ่มตัวเต็มประเทศ (Penetration rate ทะลุ 100% ไปแล้ว) แต่สิ่งที่ไม่หยุดนิ่งคือ ปริมาณการใช้ดาต้า (Data Consumption) ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- หุ้นเด่น: ADVANC เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะบริษัทสามารถขยับรายได้เฉลี่ยต่อหัว (ARPU) ขึ้นได้เรื่อยๆ ตามพฤติกรรมการใช้งาน นอกจากนี้ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก และประเด็นสำคัญคือการจับมือกับ GULF และ Singtel ในการรุกธุรกิจ Data Center พลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก (Hyper Scaler) ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้แห่งอนาคต
บทสรุป
การเลือกลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นการทำ KKP,DCA หรือการสะสมหุ้นตัวอื่นๆ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า “เครื่องยนต์หลัก” ของธุรกิจนั้นๆ คืออะไร มีความยั่งยืนแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือ… ธุรกิจนั้นจะสามารถยืนหยัดต่อต้านกระแสลมเปลี่ยนทิศอย่างวิกฤตโครงสร้างประชากรในอีก 10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

