หุ้น READY จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในยุค Al ครับ? | Q&A กล้วยๆ EP.1154
ส่องอนาคต หุ้น READY ในยุค AI: จะรุ่งหรือจะร่วงในสมรภูมิเทคโนโลยี?
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญและเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนคงเกิดคำถามว่าบริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มเว็บไซต์ชื่อดัง หรือที่นักลงทุนรู้จักกันในนามของ หุ้น READY (บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด (มหาชน)) จะได้รับผลกระทบอย่างไรในกระแสดิสรัปชันครั้งนี้ บริษัทจะสามารถนำ AI มาต่อยอดเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตได้หรือไม่ หรือในท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าจะหันไปพึ่งพา AI ในการทำงานแทนจนเลิกใช้บริการไปเลย
จากการวิเคราะห์เจาะลึกภาพรวมโมเดลธุรกิจ สามารถแบ่งผลกระทบและทิศทางในอนาคตออกเป็น 2 ด้านหลักๆ ดังนี้
ความท้าทายในกลุ่มลูกค้า SME: มุมที่อาจ “เสียประโยชน์”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้ารายย่อย หรือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าดั้งเดิมของ หุ้น READY โดยในอดีตลูกค้ากลุ่มนี้มักจะใช้บริการเช่าเว็บไซต์สำเร็จรูปจากทางบริษัทเพื่อสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ประกอบกับกลุ่มเครื่องมือประเภท Low Code หรือ No Code ได้พัฒนาไปไกลมาก จนทำให้การสร้างเว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งการเขียนซอฟต์แวร์ระบบไว้ใช้งานเองกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายและสวยงามขึ้น
ผู้ประกอบการยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม เพียงแค่ใช้ภาษามนุษย์สื่อสารสั่งการ AI ระบบก็สามารถเนรมิตระบบขึ้นมาได้แล้ว ด้วยธรรมชาติของธุรกิจ SME ที่ต้องดิ้นรนแข่งขันและมองหาแนวทางในการลดต้นทุนอยู่เสมอ การพึ่งพาเทคโนโลยีที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากจำนวนบัญชีลูกค้ารายย่อย (Small Business) ของ หุ้น READY ที่มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่องประมาณ 200 รายต่อไตรมาส หรือคิดเป็นการหดตัวลงถึงราวๆ 12% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและกลายเป็นโจทย์ที่ดูน่าเหนื่อยใจสำหรับการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มนี้เอาไว้
โอกาสในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่: มุมที่ยังคง “ได้ประโยชน์”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตก็ยังคงมีโอกาสทางธุรกิจซ่อนอยู่เสมอ เพราะกลุ่มลูกค้าที่ หุ้น READY จะยังสามารถตักตวงประโยชน์และสร้างการเติบโตได้ดีคือ “กลุ่มลูกค้ารายใหญ่” (Medium Customer ขึ้นไป) เนื่องจากลูกค้ากลุ่มองค์กรเหล่านี้มักมีความต้องการบริการที่เฉพาะทางสูง (Specialist) และต้องการความละเอียดลึกซึ้งในการเชื่อมต่อระบบที่ครบวงจร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทั่วไปในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป ไปสู่การเป็น “Sales and Marketing Platform” อย่างเต็มตัว ผ่านการผลักดันแพ็กเกจ “Plus” ที่เน้นการเชื่อมโยงการทำการตลาดและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ แม้ว่าลูกค้ากลุ่ม SME บางส่วนอาจจะไม่มีกำลังจ่ายในส่วนนี้ แต่การเติบโตจากฝั่งลูกค้ารายใหญ่ก็ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเข้ามาทดแทน (Offset) รายได้ที่สูญเสียไปจากกลุ่มรายย่อยได้บ้าง
การปรับตัวสู่ก้าวใหม่: AI Expert และ New S-Curve
สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับ หุ้น READY คือการวิ่งตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Disruption) ตั้งแต่ยุค Low Code / No Code เมื่อ 3-5 ปีก่อน จนกระโดดเข้าสู่ยุค AI ในปัจจุบัน แต่ทิศทางที่น่าสนใจและต้องชื่นชมคือ บริษัทเริ่มมีการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้งานเพื่อให้บริการลูกค้าแล้ว รวมถึงมีการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ AI ผ่านช่องทาง YouTube ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ติดตามและทำผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี
การวางโพสิชันนิ่งของแบรนด์ให้กลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI” (AI Expert) ที่สามารถนำเครื่องมืออันทันสมัยมาช่วยจัดการเรื่องการตลาดออนไลน์และยกระดับบริการให้แก่ลูกค้า อาจกลายเป็น “New S-Curve” ที่สำคัญยิ่งของ หุ้น READY ในอนาคต หากผู้ให้บริการรายใดทำเพียงแค่นำข้อมูลดิบมาส่งให้ลูกค้าโดยขาดคำแนะนำเชิงวิเคราะห์จากมนุษย์ ลูกค้าก็อาจจะเลือกใช้ AI ดึงข้อมูลใช้เองจนเลิกพึ่งพาเอเจนซี่ ดังนั้น การผันตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่วและมีกลยุทธ์ที่เหนือกว่าระดับทั่วไป จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญในการอยู่รอด
บทสรุป
ทิศทางของ หุ้น READY ในยุคปัญญาประดิษฐ์นั้น เต็มไปด้วยความท้าทายที่ทำให้บริษัทต้องสูญเสียลูกค้ากลุ่ม SME ไปจากการที่เทคโนโลยีทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกัน แสงสว่างจากลูกค้าองค์กรที่ยังคงต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็ยังคงอยู่ การปรับตัวนำ AI มาเป็นอาวุธเสริมศักยภาพบริการให้เป็นมากกว่าแค่เว็บไซต์สำเร็จรูป จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าบริษัทที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 20 ปีแห่งนี้ จะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในโลกยุคใหม่ได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาและผลประกอบการในไตรมาสถัดๆ ไปเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
