Uncategorized

สงคราม น้ำมันแพง ต้นทุนขึ้น งบ Q2 หุ้นไทย เป็นยังไง? | EP.180

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี ตลาดหุ้นไทยเคยตื่นตระหนกอย่างหนักกับสถานการณ์ สงคราม และปัญหาราคา น้ำมันแพง ที่ดันอัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ดัชนี SET Index ดิ่งลงรับข่าวร้ายในทันที แต่ทว่าเพียงไม่กี่เดือนถัดมา SET Index กลับทยอยฟื้นตัวไต่ระดับขึ้นมาสู่บริเวณ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิด สงคราม เสียอีก ปรากฏการณ์นี้สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนมากว่า เหตุใดงบการเงินและตลาดหุ้นถึงเติบโตสวนทางกับความกังวลเรื่องต้นทุนได้

เบื้องหลัง SET 1,600 จุด: กำไรเติบโตจริง หรือแค่ภาพลวงตา?

หากพิจารณาในภาพรวม กำไรเฉลี่ยต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยในงบไตรมาส 2 และประมาณการทั้งปีได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่นักวิเคราะห์สำนักต่างประเทศคาดการณ์ไว้ช่วงต้นปีที่ระดับประมาณ 95 บาทต่อหุ้น ได้ถูกปรับประมาณการใหม่ขึ้นเป็นราว 110 บาทต่อหุ้น

สาเหตุหลักมาจากกลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากภาวะวิกฤต ตัวอย่างเช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกหายไปประมาณ 20% ซึ่งตามกลไกราคาทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เมื่อบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ เช่น ปตท. และ ปตท.สผ. มีกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จึงช่วยดึงค่าเฉลี่ยกำไรของทั้งตลาด SET ให้เติบโตโดดเด่นขึ้นมา

วัฏจักร Commodity: รูปแบบซ้ำเดิมจากหมู-ไก่ สู่ น้ำมัน-ถ่านหิน

พฤติกรรมของราคา Commodity ในวิกฤตครั้งนี้เป็นไปตามรูปแบบประวัติศาสตร์ (Historical Repeat) ดังเช่นเหตุการณ์โรคระบาดหมูที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งทำให้จำนวนหมูในประเทศหายไป 40% และดันราคาหมูพุ่งขึ้น 40% บริษัทที่เลี้ยงหมูในระบบปิดและได้รับประโยชน์เต็มๆ อย่าง Betagro, CPF และ TFG จึงมีกำไรเติบโตอย่างมหาศาลในระยะสั้น

ในขณะเดียวกัน สินค้าทดแทนอย่าง “ไก่” ก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เนื่องจากผู้บริโภคหันมาบริโภคไก่แทนหมูที่ราคาแพง

ในวิกฤต สงคราม และ น้ำมันแพง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่หุ้นพลังงานน้ำมันเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่สินค้าทดแทนอย่าง “ถ่านหิน” (เช่น บ้านปู) ก็ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากความกังวลเรื่องซัพพลายและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

เหรียญสองด้าน : กลุ่มที่แบกรับต้นทุนหนัก และทางรอดผ่าน Pricing Power

แม้ภาพรวมกำไรตลาดจะดูเติบโต แต่หากเจาะลึกแบบรายบริษัท จะพบว่ามีหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงจากภาวะ น้ำมันแพง

  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก: บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีต้นทุนสายตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น NEO (ผู้ผลิตน้ำยาซักผ้าและปรับผ้านุ่ม) ซึ่งมีต้นทุนหลักจาก Surfactant (สารลดแรงตึงผิว) และพลาสติกบรรจุภัณฑ์ที่อิงกับปิโตรเลียมโดยตรง
  • ราคาหุ้นดิ่งสวนทาง SET: ในขณะที่ SET อยู่ที่ 1,600 จุด หุ้นหลายตัวที่รับผลกระทบต้นทุนสูงแต่ปรับราคาขายไม่ทันในไตรมาส 2 กลับมีราคาหุ้นร่วงลงทำ All-Time Low
  • จุดเปลี่ยนในไตรมาส 3 และ 4: บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันและมี Pricing Power ได้ทยอยปรับขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 (เช่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม) แม้ในไตรมาส 3 จะโดนปัจจัยฤดูกาล (Low Season / หน้าฝน) บดบังบ้าง แต่ผลประกอบการจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการจับจ่ายใช้สอย

ปรัชญา VI: ทำไมไม่ควรคาดการณ์ สงคราม แต่ควรโฟกัส Bottom-Up

นักลงทุนจำนวนมากพยายามทำนายว่า สงคราม จะยุติเมื่อใด หรือ น้ำมันแพง จะลากยาวแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) การพยายามคาดการณ์เหตุการณ์ระดับมาโครที่ควบคุมไม่ได้ถือเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

  • เหตุผลที่ไม่ควรเก็งสถานการณ์ 50/50: หากคาดการณ์ว่า สงคราม จะรุนแรงขึ้น เราอาจต้องถือเงินสดมากขึ้น แต่หากสถานการณ์กลับทิศทาง หุ้นก็อาจพุ่งขึ้นทันที สถานการณ์แบบ 50/50 ไม่สามารถนำมาสร้าง Action ทางการลงทุนที่มั่นคงได้
  • โฟกัสปัจจัย 80/20 (Bottom-Up Analysis): นักลงทุน VI จะเริ่มจากการศึกษาหุ้นรายตัวแบบ Bottom-Up โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 หัวใจสำคัญ:
    1. บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันจริงหรือไม่
    2. ตัวสินค้าหรือบริการเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันหรือไม่
    3. บริษัทมี Pricing Power ในการปรับขึ้นราคาชดเชยต้นทุนได้ดีเพียงใด

หากบริษัทบริหารจัดการต้นทุนภายในได้ดีและมี Pricing Power นักลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า สงคราม จะจบลงวันไหน

วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม: อัตราดอกเบี้ย, สภาพอากาศ El Niño และ Fund Flow ต่างชาติ

  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย: กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-Push) จากปิโตรเลียมภายนอก ไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อจากการฟุ้งเฟ้อของผู้บริโภค (Demand-Pull) การขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นจะยิ่งสร้างภาระให้ประชาชนและทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนัก
  • ปัจจัยฤดูกาลและปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño): การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจากลานีญ่า (ฝนตกชุก) ในปีก่อน มาเป็นเอลนีโญ (อากาศร้อนจัด) ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม (เช่น อิชิตัน) และกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ/อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน (เช่น HomePro, Global, DoHome)
  • กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow & NVDR): เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิราว 60,000 ล้านบาท ผ่าน NVDR โดยเน้นซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ในกลุ่มพลังงาน (ปตท., ปตท.สผ.) และกลุ่มธนาคาร อย่างไรก็ตาม เงินต่างชาติรอบนี้มักเป็นการเข้ามาเล่นรอบระยะสั้น 3-6 เดือนเพื่อทำกำไร นักลงทุนจึงต้องระวังการเกิด Sector Rotation ในช่วงไตรมาส 4

สรุปบทเรียนการลงทุนงบ Q2 การลงทุนในสภาวะที่ตลาดผันผวนจาก สงคราม และปัญหาราคา น้ำมันแพง ไม่ใช่เรื่องของการทายหัวก้อยหรือการเก็งกำไรระยะสั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าถึง “สาเหตุ” ไม่ใช่ดูเพียงแค่ “ผลลัพธ์” ของงบการเงิน

การทำการบ้านอย่างหนักด้วยการศึกษารายบริษัทแบบ Bottom-Up ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (เช่น การฟัง Opp Day ย้อนหลังเทียบกับผลงานจริง) จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพที่แท้จริง และสามารถเข้าซื้อหุ้นคุณค่าที่มี Pricing Power ในราคาที่มีส่วนลดปลอดภัย (Margin of Safety) ได้อย่างมั่นใจ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam