Uncategorized

ซื้อหุ้น จากขาดทุน จนมีกำไร แต่ทำไมราคาไม่ไปไหน? | Q&Aกล้วยๆ EP.1100

ไขข้อข้องใจ! ทำไมบริษัทพลิกจากขาดทุนมามีกำไร แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน?

หลายคนคงเคยสงสัย หรือแม้กระทั่งเจอกับตัวเองเวลาที่ตัดสินใจ ซื้อหุ้น ของบริษัทหนึ่งที่ผลประกอบการดูย่ำแย่ ขาดทุนมาตลอด แต่ต่อมาบริษัทสามารถพลิกฟื้นกลับมามีกำไรได้หลายร้อยล้านบาท ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ “ทำไมราคาหุ้นถึงไม่ยอมขยับไปไหนเลย?”

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่า กลไกอะไรที่อยู่เบื้องหลังความย้อนแย้งนี้ เพื่อให้การ ซื้อหุ้น ครั้งต่อไปของคุณเฉียบคมและแม่นยำมากยิ่งขึ้น


ความเข้าใจผิดของมือใหม่ 99%

นักลงทุนมือใหม่กว่า 99% มักจะมีความเข้าใจผิดว่า “ราคาหุ้นสะท้อนปัจจุบัน” ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะในโลกของการลงทุนนั้น “ราคาหุ้นสะท้อนอนาคตเสมอ” เมื่อคุณตัดสินใจ ซื้อหุ้น โดยดูแค่ผลกำไรที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตหรือปัจจุบัน คุณอาจจะกำลังก้าวตามหลังคนอื่นในตลาดอยู่หนึ่งก้าวเสมอ

กรณีศึกษา : ค่า PE บนหน้าเว็บ หลอกตาเราได้อย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูตัวอย่างหุ้นในกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC ซึ่งเป็นผู้นำตลาด หากดูค่า PE (Price-to-Earnings Ratio) ตามเว็บไซต์ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ในขณะที่คู่แข่งอย่าง TRUE ซึ่งเป็นผู้ตาม กลับมีค่า PE พุ่งสูงถึง 50 เท่า ตามสามัญแล้วหุ้นเบอร์รองไม่น่าจะมีราคาแพงกว่าหุ้นผู้นำได้อย่างแน่นอน หากประเมินเพียงแค่นี้ หลายคนก็คงมองว่าราคาแพงเกินไปและไม่อยาก ซื้อหุ้น TRUE

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

สาเหตุที่ค่า PE ของ TRUE ดูสูงมาก เป็นเพราะกำไรในปีที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างน้อย (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) เมื่อตัวหารน้อย ค่า PE จึงคำนวณออกมาสูง แต่ถ้าเราเจาะลึกไปที่ “ความเห็นของนักวิเคราะห์” ตามเว็บไซต์ทางการอย่าง Settrade เราจะพบว่าตลาดไม่ได้มองอดีต แต่มองไปที่ “กำไรในอนาคต” ของปีนี้ทั้งปีเรียบร้อยแล้ว

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า TRUE จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 24,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำกำไรในอนาคตมาคำนวณกับมูลค่าตลาด (Market Cap) แล้ว PE ล่วงหน้า (Forward PE) ของ TRUE จะเหลือเพียง 19 เท่า ทำให้จริงๆ แล้วตอนนี้ TRUE มีราคาที่ถูกกว่า ADVANC เสียอีก นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า ราคาหุ้นที่เราเห็นในปัจจุบันได้ซึมซับและสะท้อนภาพกำไรในอนาคตไปแล้ว


บริษัทขาดทุน แต่ทำไมมูลค่าบริษัทถึงสูงลิ่ว?

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือหุ้นค้าปลีกอย่าง Super Turtle ซึ่งงบการเงินล่าสุดยังคงขาดทุนอยู่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลาดกลับให้มูลค่าบริษัทนี้สูงถึง 5,000 ล้านบาท! ลองจินตนาการดูว่า ถ้ามีร้านกาแฟหน้าปากซอยที่ขาดทุนทุกปีมาเสนอขายกิจการให้คุณในราคา 10 ล้านบาท คุณก็คงไม่อยากซื้อ

แต่สาเหตุที่ตลาดให้มูลค่าหุ้นตัวนี้สูงถึง 5,000 ล้านบาท เป็นเพราะตลาด “เชื่อมั่นและสะท้อนอนาคตไปแล้ว” ว่าบริษัทนี้กำลังจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ในอนาคต (เช่น คาดการณ์ว่าจะทำกำไรได้ปีละ 400 ล้านบาท)

คำถามที่สำคัญคือ… หากในอีก 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทสามารถกลับมาทำกำไรได้ 400 ล้านบาทจริงๆ ราคาหุ้นควรจะปรับตัวขึ้นต่อหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ควรขึ้นแล้ว” เพราะมูลค่า 5,000 ล้านบาทในวันนี้ ได้บวกรวมความคาดหวังเรื่องกำไร 400 ล้านบาทในอนาคตเข้าไปหมดแล้วนั่นเอง ในทางกลับกัน หากเวลาผ่านไปแล้วบริษัทยังทำกำไรไม่ได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ ลดลง และราคาหุ้นก็จะซึมหรือร่วงตกลงมาเรื่อยๆ


ทำไมถือหุ้นจนบริษัทมีกำไร แต่ราคาไม่ขยับ?

กลับมาที่คำถามหลักของเรา หากคุณ ซื้อหุ้น ที่เคยขาดทุนและถือมาจนบริษัทพลิกกลับมามีกำไรหลายร้อยล้านบาท (เช่นกรณีของหุ้นธุรกิจ B2B อย่าง ROCTEC ที่พลิกกลับมามีกำไรระดับ 370-500 ล้านบาท) แต่ราคาหุ้นกลับแช่นิ่งอยู่ที่ราวๆ 0.60 บาทมา 3-4 ปีแล้ว

เหตุผลก็คือ: ในอดีตตั้งแต่ช่วงปี 2566 ตอนที่บริษัทเพิ่งเริ่มมีกำไรเพียง 100 ล้านบาท ตลาดได้ให้ค่า PE ของหุ้นตัวนี้สูงถึง 30 เท่าไปแล้ว นั่นแปลว่าราคาหุ้นที่ 0.60 บาทในวันนั้น ไม่ได้สะท้อนผลการดำเนินงานที่กำไร 100 ล้านบาท แต่ตลาดได้มองข้ามช็อตและ “สะท้อนกำไร 500 ล้านบาทล่วงหน้า” ไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว

ดังนั้น เมื่อผลประกอบการเติบโตขึ้นมาแตะระดับ 500 ล้านบาทได้จริงๆ ราคาหุ้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องขยับขึ้นอีก เพราะมันวิ่งขึ้นมารอรับผลประกอบการนี้นานแล้ว


แก่นแท้ของการ ซื้อหุ้น ให้ได้กำไร

คำกล่าวที่ว่า “ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นตามกำไรเสมอ” นั้นเป็นความจริง 100% แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต้องท่องจำไว้คือ “คุณต้อง ซื้อหุ้น ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนภาพกำไรในอนาคตไปจนหมดแล้ว”

การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะรอให้เห็นว่าบริษัทกำไรโตชัวร์ๆ แล้วค่อยเข้าไปซื้อแล้วหวังจะได้กำไร หากคุณรู้และคนอื่นๆ ในตลาดก็รู้ข้อมูลเหมือนกันหมดว่าบริษัทนี้กำลังจะมีกำไรมหาศาล ราคาหุ้นก็จะพุ่งสูงและแพงขึ้นไปรอเรียบร้อยแล้ว เปรียบเสมือนการที่คุณรู้ว่ามีทองคำฝังอยู่ใต้ที่ดินกองขยะ ถ้าทุกคนในประเทศรู้เหมือนกันหมด ราคาที่ดินผืนนั้นก็จะพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งในทันที

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการ ซื้อหุ้น คือ คุณจะต้องทำการบ้านหนักกว่าคนอื่น เพื่อเป็น “คนส่วนน้อย” ที่มองเห็นถึงการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคตอย่างแน่ชัด และที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ลืมประเมินความถูกแพง (Valuation) เสมอว่า ราคาที่คุณกำลังจะจ่ายในวันนี้ เป็นราคาที่ได้ซึมซับและสะท้อนภาพความสำเร็จในอนาคตไปแล้วหรือยัง

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam