หุ้น Sabina ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ มีอะไรน่ากังวลไหมคะ? | Q&A กล้วยๆ EP.1156
วิเคราะห์เจาะลึกหุ้น Sabina: บริษัทยังน่าสนใจอยู่ไหม หรือมีอะไรที่ต้องกังวล?
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และสินค้ากึ่งคงทน ทว่าท่ามกลางวิกฤตนี้ หุ้น Sabina กลับแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกันอย่างวาโก้ที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักในปีนี้
Sabina กลับสามารถรักษาระดับรายได้และกำไรให้ใกล้เคียงกับของเดิมได้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารของ Sabina มีความเก่งกาจและสามารถจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก อย่างไรก็ตาม แม้ตัวบริษัทจะจัดการได้ดีเยี่ยม แต่ก็มีประเด็นท้าทายในระยะยาวที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราสามารถแบ่งวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ
ความท้าทายในประเทศ: โครงสร้างประชากรและคู่แข่งที่น่ากลัว
ธุรกิจของ Sabina จำเป็นต้องพึ่งพากำลังซื้อของประชากรในประเทศเป็นหลัก โดยมีปัจจัยความท้าทายที่ต้องจับตามอง 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่:
- โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป: สิ่งที่น่ากังวลประการแรกคือ อัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้ในวันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเริ่มสวมใส่ชุดชั้นในคือกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนวัยรุ่นกลุ่มนี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของ Sabina ในอนาคต
- การรุกคืบของสินค้าจีน: นอกจากปัญหาโครงสร้างประชากรแล้ว การแข่งขันจากสินค้าจีนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ ในปัจจุบันสินค้าจีนไม่ได้ถูกมองข้ามหรือเป็นเพียงสินค้าเน้นราคาถูกอีกต่อไป แต่ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
- ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด: แบรนด์เสื้อกันหนาว Bosideng ของจีน ที่สามารถขายเสื้อโค้ทในราคาตัวละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เทียบเท่าหรือเผลอๆ แพงกว่าแบรนด์ระดับโลกในบางกลุ่มสินค้า อีกทั้งยังสามารถทำยอดขายเอาชนะแบรนด์ต่างชาติในประเทศจีนได้อีกด้วย
สิ่งนี้ตอกย้ำว่าค่านิยมและคุณภาพของสินค้าแบรนด์จีนได้พัฒนาขึ้นมาก จนสามารถสร้างมูลค่าและเอาชนะในเรื่องแบรนด์ได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับการแข่งขันในระยะยาว
ตลาดต่างประเทศ: เครื่องยนต์การเติบโตที่กำลังสะดุด
เมื่อตลาดในประเทศมีความท้าทาย Sabina จึงตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตใหม่ โดยมีตลาดต่างประเทศอย่างฟิลิปปินส์เป็นเครื่องยนต์หลัก (Growth Engine) แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยังไม่เป็นไปตามเป้า
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายในฟิลิปปินส์กลับหยุดชะงัก และมีขนาดเล็กมากเพียงแค่ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าห่างไกลจากความคาดหวังเดิมที่ผู้บริหารเคยประเมินไว้เมื่อ 3 ปีก่อนว่า ตลาดฟิลิปปินส์น่าจะเติบโตจนมีขนาดเทียบเท่าตลาดไทยที่ระดับ 3,000 ล้านบาทได้ภายใน 10 ปี
ทำไมถึงเจาะตลาดฟิลิปปินส์ได้ยาก? สาเหตุหลักที่ทำให้ Sabina เติบโตได้ยากในฟิลิปปินส์ เป็นเพราะโครงสร้างทางธุรกิจที่มีความแตกต่างจากประเทศไทย และมีการผูกขาดที่รุนแรงกว่ามาก
- ในฟิลิปปินส์ เจ้าของห้างสรรพสินค้ามักจะเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าด้วยตนเอง
- ทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าและสกัดดาวรุ่งแบรนด์คู่แข่งอย่างสารพัดวิธี
- เมื่อโดนกีดกันบ่อยครั้ง การรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) ในหมู่ประชาชนผู้บริโภคจึงต่ำลงตามไปด้วย ทำให้การเจาะตลาดเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
สรุป: บริษัทที่เก่งกาจ ในสนามแข่งที่ยากลำบาก
โดยสรุปแล้ว ภาพรวมของ Sabina คือธุรกิจที่ดีมากและมีทีมผู้บริหารที่เก่งกาจ ทว่าธรรมชาติของธุรกิจในตอนนี้กำลังเผชิญกับความท้าทาย (Challenge) จากทั้งสองทาง
ทั้งตลาดในประเทศ (Core Engine) ที่ถูกกดดันจากโครงสร้างประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงและการรุกคืบของแบรนด์จีน รวมไปถึงเครื่องยนต์การเติบโตในต่างประเทศ (Growth Engine) ที่ต้องเผชิญกับสนามการแข่งขันที่ยากลำบากจากการผูกขาดของเจ้าถิ่น
หุ้นของ Sabina จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหุ้นของบริษัทที่เก่ง แต่ต้องยอมรับว่ากำลังลงแข่งขันอยู่ในสนามที่ยากอย่างแท้จริง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
