สอบถามจาก file valuation ล่าสุด (6/11)
TNP ราคา 5.5 FWD P/E 23.78
forward net profit สิ้นปี (5.5/23.78) * 800 จำนวนหุ้น = 185.029
ืnet profit Q1+Q2+Q3= 57+43.9+37.7= 138.6
predict Q4= 185.029-138.6= 46.429
กำไร Q4 พี่ประพาสคาดการจากอะไรเหรอครับ
คิดจาก (Q1+Q2+Q3)/3 หรือเปล่าครับ
อีกคำถามนึงครับ เห็นพี่ประพาสปรับ fair P/E จาก 25 (ในคลิป TNP) เป็น 27 (valuation ล่าสุด) มีแนวคิดอย่างไรเหรอครับ
ส่วนตัวผมมอง core P/E ประมาณ 20 กับ premium อีก 5 น้อยไปไหมครับ
premium P/E กะอย่างไรเหรอครับ ใช่อัตราคาดการเติบโตของกำไร/2 หรือเปล่าครับ
อีกคำถามนึงครับ เห็นพี่ประพาสปรับ fair P/E จาก 25 (ในคลิป TNP) เป็น 27 (valuation ล่าสุด) มีแนวคิดอย่างไรเหรอครับ
ส่วนตัวผมมอง core P/E ประมาณ 20 กับ premium อีก 5 น้อยไปไหมครับ
premium P/E กะอย่างไรเหรอครับ ใช่อัตราคาดการเติบโตของกำไร/2 หรือเปล่าครับ
จริงๆ Fair P/E มันเป็นตัวเลขประมาณการณ์ครับ ส่วนใหญ่ผมจะมองเป็นช่วงๆ เช่น 25-27 เท่า เป็นต้นครับ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราครับว่าเรา aggressive หรือว่า conservative แค่ไหน ถ้า conservative ก็อาจจะใช้ low range เช่น 25 แต่ถ้าเรา aggressive ก็อาจจะใช้ 27 เป็นต้นครับ
เรื่องการกะประมาณ premium p/e เป็นศิลปะล้วนๆเลยครับ ไม่มีหลักการเลยครับ เนื่องจากมันต้องอาศัยประสบการณ์ที่เราเคยเห็นๆมาทั้งหมดเป็นตัวประเมินครับ ซึ่งส่วนใหญ่ผมมักจะประเมินต่ำกว่าตลาดอยู่เสมอครับ เนื่องจาก เน้นความเปลอดภัยเพิ่มขึ้นครับ
หากเราจะผิด ก็ขอให้ผิดแบบตั้งต่ำเกินไป ก็ยังดีกว่า ตั้งสูงเกินไปครับ ถ้าเราตั้งต่ำ แต่สามารถซื้อได้ แล้วตลาดให้สูงกว่าของเรา เราก็ได้ประโยชน์
แต่ถ้าเราตั้งต่ำเกินไป ปัญหาคือเราก็จะตกรถ แต่ไม่ขาดทุนครับ ก็ยังดีกว่าครับ ตกรถไปบ้าง ก็ค่อยๆเรียนรู้ไปครับ บางธุรกิจเข้ามาใหม่ก็ประเมินยากเหมือนกันครับ
มีเคสที่ผมประเมินผิดก็เช่น TQM ที่ตอนที่ผมไป CV แล้วคิดว่าธุรกิจนี้โตได้ด้วยการ M&A เท่านั้น ก็เลยให้ Premium P/E เพียงแค่ 25-30 เท่า แต่ปรากฎว่าตลาดให้พรีเมียมสุดๆที่ 35-40 เท่าเลย เป็นต้น ก็มีตกรถไปบ้าง แต่หากเรา conservative แบบนี้ ก็จะมีโอกาสให้ลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อยู่ดีครับ ดีกว่าประเมินสูงเกินจริงไป
เหตุผลที่ผมบอกว่าเป็นศิลปะ เนื่องจากการให้ราคาเหมาะสมของหุ้นนั้น เป็นเรื่องที่นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นคนกำหนดครับ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียว ดังนั้น เราก็ต้องอ่านใจนักลงทุนคนอื่นเช่นกันครับ แต่ก็อย่างที่บอกว่าส่วนใหญ่ผมก็จะค่อนข้าง conservative หน่อย เพื่อความปลอดภัยครับ
ส่วนเรื่องการให้พรีเมียม คร่าวๆผมจะมองแบบนี้ครับ ผมจะให้ Core P/E นั้นมีการเติบโตอยู่แล้วประมาณ 10% ต่อปีครับ ดังนั้น หากเป็นหุ้นโตเร็วกว่า 10% เช่น 15% หรือ 20% ผมก็จะหัก Core Growth ออกก่อน 10% แล้วค่อยนำไป top-up ให้กับ core p/e ทีหลังครับ เช่น มองว่า core p/e 15 เท่า และบริษัทสามารถโตได้ 15% ก็จะบวกเข้าไปอีก 5 รวมเป็น premium 20 เท่า เป็นต้นครับ แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าเป็นศิลปะครับ ผมก็มักจะจำกัดเพดานไว้สูงสุดไม่เกิน 30 เท่าครับ
ขอบคุณครับ ถ้าคิดเป็นช่วง 2 cases ก็น่าจะเห็นภาพได้ชัดขึ้น
คิดว่าเข้าใจมากขึ้นครับ แต่คงต้องศึกษาหุ้นตัวอื่นๆเพิ่มน่าจะเข้าใจมากขึ้นครับ