Hot Topic! หุ้นการบินไทยทะยานฟ้า Market Cap โต 700% | Hot Topic EP.22
หุ้นการบินไทย ทะยานฟ้า Market Cap โต 700%
หุ้นสายการบินแห่งชาติอย่างการบินไทย (THAI) กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังจากผ่านพ้นช่วงของการเข้าแผนฟื้นฟูและกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ การฟื้นตัวของราคาหุ้นและการเติบโตของ Market Cap ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ทำให้หลายคน โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่และมือกลาง ต่างจับตามองและตั้งคำถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ บทความนี้จะพาท่านเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญของหุ้นการบินไทย รวมถึงภาพรวมของธุรกิจการบิน โดยอ้างอิงจากข้อมูลและการวิเคราะห์จาก อาจารย์ประพาส และ เบิร์ด จากลงทุนกล้วยๆ
คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
การกลับมาของหุ้น THAI ราคาหุ้นการบินไทยพุ่งแรงหลังแผนฟื้นฟู
ประวัติศาสตร์ของการบินไทยในตลาดหุ้นไทยนั้นย้อนไปได้ถึงปี 2541 (ค.ศ. 1998) ซึ่งในอดีตเคยมีราคาสูงสุดถึง 80 บาท ก่อนที่จะถูกพักการซื้อขายไปและมีราคาอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่า แต่เมื่อการบินไทยกลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วง 3 วันแรกที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30%
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ Market Cap ของการบินไทยที่พุ่งกระโดดถึง 700% จากเดิมประมาณ 50,000 ล้านบาท ก่อนถูกพักการซื้อขาย ไปสู่เกือบ 400,000 ล้านบาทในปัจจุบัน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้การบินไทยกลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในปีนี้ และเป็นที่จับตาของนักลงทุนจากลงทุนกล้วยๆ
โครงสร้างธุรกิจ THAI และจุดแข็งที่หนุนอนาคตหุ้นการบินไทย
ธุรกิจหลักของสายการบินคือการขนส่งผู้โดยสาร รายได้ของการบินไทยส่วนใหญ่มาจากผู้โดยสาร (ประมาณ 80%) รองลงมาคือการขนส่งสินค้า (Cargo) ประมาณ 8-9% และบริการภาคพื้นดิน (Ground Services) อีก 5-6%
ในด้านการบริการ การบินไทยมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของ Service Level ที่สูง อาจารย์ประพาส และ เบิร์ด จากลงทุนกล้วยๆ ต่างเห็นตรงกันว่าการบินไทยเป็นหนึ่งในสายการบินที่ผู้โดยสารประทับใจ ด้วยอาหารและการบริการที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในชั้นธุรกิจ (Business Class) ที่ อาจารย์ประพาส ถึงกับกล่าวว่า “อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง” และยืนยันว่าการบินไทยดีที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับสายการบินจากแอฟริกา ยุโรป หรือแม้แต่อเมริกาที่ “ดิบๆ” ความรู้สึกเหมือน “ถึงบ้าน” ทันทีที่ขึ้นเครื่องบินและอาหารไทยบนเครื่อง เป็นจุดแข็งที่สร้างความผูกพันกับผู้โดยสาร
ปัจจุบัน การบินไทยมีฝูงบินจำนวน 78 ลำ และมีแผนจะเพิ่มเป็น 80 ลำภายในสิ้นปีนี้ และเป็น 93 ลำในปีหน้า โดยจะมีการนำเครื่องบินใหม่รุ่น A321 Neo เข้ามา ซึ่งจะมีพื้นที่ Business Class มากขึ้น และติดตั้งระบบ WiFi เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ประพาส ได้ชี้ให้เห็นถึง จุดอ่อนหนึ่งของการบินไทย คือการมีฝูงบินที่หลากหลายรุ่นจากสองค่ายหลัก (Airbus และ Boeing) การมีเครื่องบินหลายยี่ห้อและรุ่น ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมนักบินที่สูงมาก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ อาจารย์ประพาส ได้มาจากการพูดคุยกับลูกศิษย์ซึ่งเป็นนักบิน
ในอดีตก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 การบินไทยเคยมีฝูงบินมากกว่า 100 ลำ (103 ลำ) และลดลงเหลือต่ำสุดประมาณ 70 ลำในช่วงวิกฤต ก่อนที่จะเริ่มปรับเพิ่มขึ้น ชั่วโมงบินรวมของเครื่องบินทุกที่นั่งก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังโควิด-19 แต่ยังไม่ถึงระดับก่อนโควิด-19
วิเคราะห์หุ้นการบินไทยผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ASK, RPK, Load Factor, RASK, CASK
อาจารย์ประพาส ได้อธิบายตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจสายการบิน ดังนี้
- ASK (Available Seat Kilometers) ตัววัดกำลังการผลิต เบิร์ด ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมไม่นับที่นั่ง แต่ อาจารย์ประพาส อธิบายว่าในธุรกิจการบิน การวัดกำลังการผลิตไม่ได้นับแค่จำนวนที่นั่งดิบๆ เนื่องจากมูลค่าของที่นั่งต่างกันตามระยะทางบิน จึงต้องนำระยะทาง (กิโลเมตร) มาคูณกับจำนวนที่นั่ง สิ่งนี้เรียกว่า ASK ซึ่งหมายถึง Available Seat Kilometers ASK ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตของเที่ยวบินที่ต่างระยะทางกันได้อย่างเหมาะสม โดยเป็นหน่วย “ที่นั่งต่อกิโลเมตร” การที่การบินไทยมีแผนเพิ่มเครื่องบินอีก 15 ลำในปีหน้า หมายความว่า ASK หรือกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
- RPK (Revenue Passenger Kilometers) ตัววัดการใช้กำลังการผลิตที่สร้างรายได้ เมื่อมี ASK (กำลังการผลิต) แล้ว ก็ต้องมี Utilization (การใช้กำลังการผลิต) ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้เรียกว่า RPK ย่อมาจาก Revenue Passenger Kilometers RPK หมายถึงจำนวนที่นั่งที่มีการจ่ายเงินและรับรู้รายได้ หรือพูดง่ายๆ คือที่นั่งที่มีผู้โดยสารจ่ายเงิน ตัวเลข RPK ของการบินไทยก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 แต่ยังไม่เท่าก่อนโควิด-19 ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนเครื่องบินที่ลดลงจาก 100 กว่าลำเหลือเพียง 78 ลำ
- Load Factor หัวใจของธุรกิจการบิน Load Factor คืออัตราส่วนของการใช้กำลังการผลิต (RPK หารด้วย ASK) และเป็น หัวใจสำคัญ ของธุรกิจสายการบิน ก่อนโควิด-19 Load Factor ของการบินไทยอยู่ที่ 79% แต่ในไตรมาส 1 ปีนี้พุ่งสูงถึง 83% ซึ่งถือว่าสูงมาก อาจารย์ประพาส อธิบายว่า Load Factor ที่สูงหมายถึงรายได้ต่อลำเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าเช่าเครื่องบิน เงินเดือนพนักงาน ยังคงเป็น Fix Cost ทำให้สายการบินสามารถทำกำไรได้ดีขึ้น สายการบินที่ดีควรมี Load Factor ประมาณ 80% ขึ้นไปเพื่อทำกำไรได้ดี ในขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) อาจต้องสูงถึง 90-95%
- อาจารย์ประพาส ยกตัวอย่างถึง AirAsia ที่มีการคำนวณการเติมน้ำมันอย่างละเอียด เพื่อลดน้ำหนักเครื่องบินและประหยัดพลังงานในการ Take Off ซึ่งแตกต่างจากการบินไทยที่มักเติมเต็มถังเพื่อความเผื่อ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในกลยุทธ์การบริหารต้นทุน
- RASK (Revenue per Available Seat Kilometers) และ CASK (Cost per Available Seat Kilometers) รายได้และต้นทุนต่อหน่วย RASK คือ รายได้ต่อที่นั่งกิโลเมตร โดยนำรายได้มาหารด้วยจำนวนที่นั่งและระยะทางกิโลเมตร อาจารย์ประพาส ชี้ให้เห็นว่า RASK ของการบินไทยมีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังโควิด-19 แต่เริ่มลดลงใน 2 ปีที่ผ่านมา
- ส่วน CASK คือ ต้นทุนต่อที่นั่งกิโลเมตร ในปี 2023 RASK ของการบินไทยสูงกว่า CASK อย่างชัดเจน ทำให้มีกำไรสูง แม้ในปี 2024 Q1 รายได้ต่อที่นั่งจะลดลง แต่ต้นทุนก็ลดลงเช่นกัน ทำให้การบินไทยยังคงทำกำไรได้ดี
กำไรการบินไทยปี 2023 และความเสี่ยงหุ้นการบินไทยที่ต้องจับตา
ในช่วง 10 ปีก่อนโควิด-19 การบินไทยประสบปัญหาขาดทุนแทบทุกปี สาเหตุหลักมาจากการที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ต่อที่นั่งที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 การบินไทยกลับมาทำกำไรสุทธิสูงถึง 28,000 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 24,000 ล้านบาท ในปี 2024 Q1 การบินไทยก็ยังคงทำกำไรได้ดีถึง 9,000-10,000 ล้านบาท ทำให้เป็นที่มาว่าทำไมราคาหุ้นจึงพุ่งสูงเช่นนี้
อาจารย์ประพาส เตือนว่าไม่ควรอ้างอิงกำไร Q1 เพื่อคาดการณ์กำไรทั้งปี เนื่องจากธุรกิจการบินมี ฤดูกาล (Seasonality) ไตรมาส 1 มักเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดสำหรับสายการบินและโรงแรม เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศที่นักท่องเที่ยวหลีกหนีความหนาวมายังเอเชีย ในขณะที่ไตรมาส 2 และ 3 (ฤดูร้อนและฤดูฝนในไทย) มักเป็นช่วงที่กำไรต่ำที่สุด
ความเสี่ยงสำคัญ ของธุรกิจการบินในปัจจุบันที่ อาจารย์ประพาส ชี้ให้เห็น คือ การแข่งขันที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณเครื่องบินทั่วโลก ก่อนโควิด-19 การแข่งขันด้านราคาทำให้ค่าตั๋วบินในประเทศถูกมาก (เช่น กรุงเทพ-เชียงใหม่ เพียง 800 บาท) ซึ่งส่งผลให้ RASK ต่ำ แต่ปัจจุบันราคาตั๋วได้ปรับขึ้น 2-3 เท่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าจำนวนเครื่องบินพาณิชย์ทั่วโลกในปี 2024-2025 ได้กลับไปเท่ากับระดับก่อนโควิด-19 แล้ว สิ่งนี้อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาอีกครั้ง และทำให้ RASK ของการบินไทยลดลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ
นอกจากนี้ การที่การบินไทยมีแผนรับเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีก 15-20 ลำในปีหน้า และอาจถึง 30 ลำใน 2 ปีข้างหน้า รวมถึงประเด็นการเจรจาทางการค้าที่อาจนำไปสู่การซื้อเครื่องบินอีก 100 ลำในอนาคต อาจทำให้กำลังการผลิต (ASK) ของการบินไทยและสายการบินอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก (ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรง) เพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งนี้อาจส่งผลให้ส่วนต่างกำไรระหว่าง RASK และ CASK แคบลงได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกหนึ่งที่ช่วยหนุนการบินไทยคือการ ลดภาระหนี้สิน อย่างมีนัยสำคัญจากการแปลงหนี้สินเป็นทุนในแผนฟื้นฟู ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงอย่างมาก
ประเมินมูลค่าหุ้นการบินไทยด้วย P/E Ratio THAI ถูกหรือแพง?
อาจารย์ประพาส ได้นำเสนอการประเมินมูลค่าหุ้นการบินไทยโดยใช้ P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนจาก ลงทุนกล้วยๆ จาก Market Cap ประมาณ 390,000 ล้านบาท และกำไรคาดการณ์ในปีนี้ที่ 28,000 ล้านบาท P/E ของการบินไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13.8 เท่า หรือประมาณ 14 เท่า
เมื่อเปรียบเทียบ P/E ของการบินไทยกับสายการบินอื่นๆ ทั้งในประเทศและระดับโลก
- การบินกรุงเทพ (BA) PE ประมาณ 9 เท่า (ธุรกิจผสม สนามบินและสายการบิน)
- ไทยแอร์เอเชีย (AAV) PE ประมาณ 3 เท่า (สายการบินต้นทุนต่ำ)
- Delta Airline (สหรัฐฯ) PE 7 เท่า
- United Airline (สหรัฐฯ) เคยอยู่ที่ 6-7 เท่า
- IAG (British Airline) PE 6.5 เท่า
- Singapore Airlines PE 7.5 เท่า
อาจารย์ประพาส ชี้ให้เห็นว่า P/E ของการบินไทยที่ 14 เท่า นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินทั่วโลกและในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด มูลค่าหุ้นในเชิง Fundamental อาจสะท้อนจากสองปัจจัยหลักคือ คุณภาพของธุรกิจ (ซึ่งสายการบินเป็นธุรกิจที่มีวัฏจักรสูง) และ การเติบโตในอนาคต แม้การบินไทยจะมีแผนเพิ่มเส้นทางและความถี่ในการบิน ซึ่งอาจทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น แต่หากรายได้ต่อหน่วย (RASK) ลดลงจากปัจจัยการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไรก็อาจลดลงได้
ในมุมมองของ อาจารย์ประพาส หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในการลงทุนในอุตสาหกรรมการบินอาจไม่ใช่สายการบิน แต่เป็นผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Boeing หรือ Airbus ที่น่าจะมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก
นอกจากนี้ การบินไทยยังมีปัจจัยที่หนุนราคาหุ้นอีกบางประการ เช่น การที่ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่อนุญาตให้มีการขายชอร์ต (Short Sell) และมี Free Float ที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเจ้าหนี้ได้แปลงหนี้สินเป็นทุนไปแล้ว ทำให้หุ้นมีสภาพคล่องจำกัดในตลาดรอง
บทสรุปวิเคราะห์หุ้นการบินไทย น่าลงทุนไหม? จากมุมมองลงทุนกล้วยๆ
อาจารย์ประพาส แสดงความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้บริโภคว่าอยากเห็นการบินไทยอยู่คู่กับประเทศไทยไปนานๆ เนื่องจากประทับใจในคุณภาพการบริการที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักลงทุน อาจารย์ประพาส เตือนว่าอุตสาหกรรมการบินเป็น “Pure Cycle” หรือธุรกิจที่มีวัฏจักรชัดเจน และช่วงเวลานี้อาจกำลังอยู่ในจุดที่ “พีค” หรือไม่ การที่ RASK เริ่มลดลงเป็นสัญญาณหนึ่งที่ชวนตั้งคำถามว่าช่วงเวลาในการเข้าลงทุนตอนนี้อาจไม่เหมาะสมนัก
โดยสรุปแล้ว การฟื้นตัวของหุ้นการบินไทยเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ ตัวชี้วัดสำคัญอย่าง ASK, RPK, Load Factor, RASK, CASK รวมถึงความเสี่ยงด้านการแข่งขันและวัฏจักรของอุตสาหกรรม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุน การวิเคราะห์เชิงลึกเช่นนี้คือสิ่งที่ อาจารย์ประพาส และ เบิร์ด จากลงทุนกล้วยๆ พยายามนำเสนอ เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านสามารถพิจารณาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างรอบคอบ

