Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VIUncategorized

มือใหม่ลงทุนหุ้น เรื่องต้องรู้ก่อนเปิดพอร์ต | คำศัพท์หุ้นพื้นฐาน | Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.2

มือใหม่เริ่มลุย! ก้าวแรกสู่โลก การลงทุน ฉบับเข้าใจง่ายจากรุ่นพี่ VI

เชื่อว่ามือใหม่หลายคนเป็นเหมือนกัน คือมีความไฟแรง อยากเริ่มให้เงินทำงาน แต่พอโหลดแอปฯ มาแล้วกลับไปต่อไม่ถูก ไม่รู้จะกดซื้อตรงไหน ศัพท์เทคนิคก็เยอะเต็มไปหมด ลงทุนกล้วยๆสรุปบทเรียนจาก “น้อง Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.2” มาให้แล้ว ว่าก้าวแรกสู่โลก การลงทุน ต้องรู้อะไรบ้าง?

โหลดแอปฯ แล้วทำไมยังเทรดไม่ได้? (กับดักมือใหม่)

หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ดาวน์โหลด แอป Streaming มาไว้ในเครื่อง ก็สามารถโอนเงินเข้าไปซื้อหุ้นได้เลย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้การซื้อขายหุ้นต้องทำผ่าน “ตัวกลาง” หรือที่เรียกว่า “โบรกเกอร์” (Broker) เท่านั้น

เหตุผลที่ต้องมีโบรกเกอร์เพราะ การลงทุน เป็นเรื่องซับซ้อน ไม่เหมือนการเดินเข้าเซเว่นไปซื้อขนม โบรกเกอร์จึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ส่งบทวิเคราะห์ และดูแลบัญชีของเรา ดังนั้น ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ “เลือกโบรกเกอร์ > เปิดบัญชี > แล้วค่อยล็อกอินเข้า แอป Streaming นั่นเอง

วิธีเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะกับตัวเอง (ฉบับ 5 ข้อ)

ปัจจุบันมีโบรกเกอร์ให้เลือกกว่า 30 ราย ทั้งของธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ทั่วไป ลงทุนกล้วยๆ ขอแนะนำหลักการเลือก 5 ข้อ ดังนี้:

  1. ความสะดวก: ถ้าเปิดกับโบรกเกอร์ที่เป็นธนาคาร (เช่น กสิกร, ไทยพาณิชย์) ระบบตัดเงินจะสะดวกมาก อยากซื้อปุ๊บ ตัดเงินปั๊บ แต่ถ้าเป็น Non-bank อาจจะต้องรอเวลานำเงินเข้าฝาก
  2. ค่าคอมมิชชัน: โบรกเกอร์รายใหญ่ (มักเป็นธนาคาร) จะมีค่าคอมฯ สูงกว่า (ประมาณ 0.15% หรือล้านละ 1,500 บาท) เพราะมีต้นทุนจ้างนักวิเคราะห์เก่งๆ ส่วนโบรกเกอร์รายเล็กอาจค่าคอมฯ ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง
  3. ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ: ข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนงบน้อย บางโบรกฯ มีขั้นต่ำวันละ 50 บาท แปลว่าถ้าคุณซื้อหุ้นแค่ 1,000 บาท คุณก็โดนหัก 50 บาท (แพงกว่าปกติหลายเท่า!) แต่บางโบรกฯ ไม่มีขั้นต่ำ ซื้อเท่าไหร่ก็จ่ายตามจริง
  4. บทวิเคราะห์: โบรกฯ ใหญ่จะมีบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้นหลายตัวและเจาะลึกกว่า
  5. เครื่องมือ (Tools): บางเจ้ามีแอปฯ เฉพาะตัว หรือมีเครื่องมือดูกราฟและงบการเงินย้อนหลังให้ใช้ฟรี

ก่อนเปิด พอร์ตหุ้น ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเทรดบ่อยแค่ไหน และมีเงินลงทุนต่อครั้งเท่าไหร่ เพื่อเลือกให้คุ้มค่าที่สุด

ทำความรู้จัก พอร์ตหุ้น และสีแห่งความรู้สึก

คำว่า พอร์ตหุ้น (Portfolio) จริงๆ แล้วหมายถึงบัญชีการลงทุนของเรา ซึ่งอาจรวมสินทรัพย์หลายอย่างก็ได้ แต่ในบริบทของหุ้น มันคือกระเป๋าตังค์ที่เก็บหุ้นทุกตัวที่เราซื้อไว้

  • พอร์ตเขียว: คือกำไร (ราคาหุ้นสูงกว่าทุน)
  • พอร์ตแดง: คือขาดทุน

เกร็ดความรู้ : ทั่วโลกใช้สีเขียวแทนกำไร และสีแดงแทนขาดทุน แต่มี “ประเทศจีน” ประเทศเดียวที่ใช้ “สีแดงเป็นกำไร” (สีมงคล) และ “สีเขียวเป็นขาดทุน” (สีช้ำเลือดช้ำหนอง)

นอกจากนี้ เรายังควรรู้จักจัด พอร์ตหุ้น แบบ “ทีมฟุตบอล” คือมีทั้ง “กองหน้า” (หุ้นเติบโต ทำกำไรหวือหวา) และ “กองหลัง” (หุ้นปลอดภัย หุ้นปันผล สม่ำเสมอ) เพื่อกระจายความเสี่ยง

เจาะลึกศัพท์หุ้น: พอร์ตหุ้น , หุ้นปันผล, หุ้นเด้ง และ PE

มือใหม่มักงงกับคำศัพท์เทคนิค มาแปลไทยเป็นไทยกัน

  • พอร์ตหุ้น แบบ “ทีมฟุตบอล” คือมีทั้ง “กองหน้า” (หุ้นเติบโต ทำกำไรหวือหวา) และ “กองหลัง” (หุ้นปลอดภัย หุ้นปันผล สม่ำเสมอ) เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • หุ้นปันผล: เงินปันผลต้องมาจาก “กำไรสะสม” ของบริษัทเท่านั้น ถ้าบริษัทขาดทุนจะจ่ายปันผลไม่ได้ เปรียบเหมือนร้านกาแฟ ถ้าขายดีมีกำไรเหลือ เจ้าของ (ผู้ถือหุ้น) ถึงจะแบ่งเงินออกมาใช้ได้
  • หุ้นเด้ง: เป็นศัพท์แสลงมาจากไพ่ป๊อกเด้ง หมายถึงหุ้นที่ราคาขึ้นไปเป็นเท่าตัว เช่น ทุน 10 บาท ขึ้นไป 20 บาท เรียกว่า 1 เด้ง ถ้าขึ้นไป 100 บาท ก็คือ 9 เด้ง!
  • P/E Ratio (Price to Earning): คือความถูกแพงของหุ้น เปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรที่บริษัททำได้
    • ตัวอย่าง: ร้านกาแฟหน้าปากซอย ขายเซ้ง 5 ล้านบาท แต่กำไรปีละ 1 แสน (PE 50 เท่า) เทียบกับ เซเว่นฯ (CPALL) ที่สมมติว่า PE 14 เท่า จะเห็นว่าร้านกาแฟแพงกว่ามากเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร
    • ข้อควรระวัง: ของถูก (PE ต่ำ) ไม่ได้ดีเสมอไป หุ้นอสังหาฯ อาจ PE ต่ำกว่าค้าปลีก เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ (คนไม่ซื้อบ้านทุกปี แต่คนเข้าเซเว่นฯ ทุกวัน) ดังนั้นต้องดู “คุณภาพ” ของธุรกิจประกอบด้วย

กระแสแรง! ทองคำ vs หุ้น อะไรน่าลงทุนกว่า?

ช่วงนี้ราคาทองพุ่งแรงจนหลายคนอยากปันใจจาก พอร์ตหุ้น มาซื้อ ทองคำ อา.ประพาสให้มุมมองว่า ราคา ทองคำ ขึ้นเพราะ 1) ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามทำให้คนไม่ไว้ใจเงินสด จึงหนีไปถือ ทองคำ และ 2) อาจมีความต้องการซื้อ (Demand) เทียมจากการฟอกเงิน (Scammer) ในบางภูมิภาค

แต่หากดูยาว ย้อนหลัง 30 ปี

  • ทองคำ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปี
  • หุ้น (ตลาดโลก) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี

ดังนั้น ทองคำ อาจเหมาะกับการเก็บเพื่อความปลอดภัยในยามวิกฤต แต่ถ้าหวังผลตอบแทนระยะยาว หุ้นยังคงทำได้ดีกว่า

Mindset สำคัญ: การลงทุน vs การพนัน

สุดท้าย สิ่งที่แยก “นักลงทุน” ออกจาก “นักพนัน” ไม่ใช่ตลาดหุ้น แต่คือ “วิธีการ”

  • การพนัน: คือการใช้ดวงล้วนๆ (เหมือนหวย) ศึกษาให้ตายก็ไม่เพิ่มโอกาสชนะ
  • การลงทุน: คือการใช้ความรู้เพื่อเพิ่มโอกาสชนะให้มากกว่า 50%

ถ้าคุณซื้อหุ้นโดยฟังแค่คนอื่นบอกว่าตัวนี้ดี จิ้มตามโดยไม่รู้อะไรเลย นั่นคือคุณกำลังเล่นพนันในตลาดหุ้น แต่ถ้าคุณศึกษาธุรกิจ อ่านงบการเงิน และเข้าใจความเสี่ยง นั่นคือ การลงทุน อย่างแท้จริง


บทสรุป: การเริ่มต้นลงทุนไม่ต้องรีบเพอร์เฟกต์ แต่ต้องเริ่มด้วยความเข้าใจ อย่าลืมไปทำการบ้านเลือกโบรกเกอร์ที่ใช่ แล้วค่อยๆ สร้าง พอร์ตหุ้น ของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคงนะครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam