คำถามเกี่ยวกับหุ้น SPCG | Q&Aกล้วยๆ EP.1122
วิเคราะห์หุ้น SPCG : ทำไมงบการเงินถึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของหุ้นโรงไฟฟ้า?
ในช่วงที่ผ่านมา มีคำถามที่น่าสนใจและชวนคิดจากเหล่านักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางของหุ้น SPCG โดยเฉพาะในสภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้น จนส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม กลับได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนพลังงานนี้น้อยมาก ทำให้นักลงทุนหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า กำไรและราคาหุ้นของ SPCG จะมีโอกาสเติบโตและพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่? รวมไปถึงแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมเพื่อนำมาช่วยพยุงราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร? ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกมุมมองและปัจจัยที่แท้จริงซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนราคาหุ้นตัวนี้กันครับ
อดีตอันหอมหวาน สู่ปัจจุบันที่รายได้หดตัว
หากเราย้อนเวลากลับไปในอดีต หุ้น SPCG เคยเป็นหนึ่งในหุ้นพิมพ์นิยมที่สร้างผลกำไรและผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างงดงาม บางคนที่เคยเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ในต้นทุนที่ต่ำเพียงประมาณ 15 บาท สามารถทนรวยนำไปขายทำกำไรได้สูงถึง 33 บาทเลยทีเดียว
ทว่าเมื่อตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ราคาหุ้น SPCG ในตลาดได้ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนเหลืออยู่เพียงประมาณ 8.80 บาทเท่านั้น ซึ่งสาเหตุสำคัญของราคาที่ร่วงลงมานี้ ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านตัวเลขในผลประกอบการที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยหากพิจารณาด้านรายได้ จะพบว่าปรับตัวลดลงจากเดิมที่เคยทำได้สูงถึง 4,000 ล้านบาท เหลือเพียง 1,700 ล้านบาท และสิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่านั้นคือตัวเลขกำไรที่เคยพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับหดตัวลดลงมาเหลือเพียง 300 ล้านบาทเท่านั้น
“อายุสัมปทาน” หัวใจสำคัญของการลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้า
สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องตระหนักและทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือ การประเมินมูลค่าและทิศทางราคาของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง SPCG นั้น เราไม่สามารถตัดสินหรือดูแค่เพียง “งบการเงิน” ณ ปัจจุบันเพียงอย่างเดียวได้ นั่นเป็นเพราะว่าราคาหุ้นในตลาดไม่ได้แปรผันตรงตามผลกำไรในปัจจุบันเท่านั้น แต่ราคาหุ้นยังสะท้อนถึง “โอกาสในการทำกำไรในอนาคต” ของบริษัทด้วย
ตามธรรมชาติของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด สิ่งที่จะเข้ามาเป็นตัวกำหนดรายได้ก็คือ “สัญญาซื้อขายไฟฟ้า” หรือที่พวกเรามักเรียกกันติดปากว่า “สัมปทาน” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกรอบอายุสัญญาที่ระบุไว้อย่างชัดเจนแน่นอน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 25-30 ปี และกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของธุรกิจประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ เมื่อใดก็ตามที่สัญญาสัมปทานหมดอายุลง รายได้ที่เคยได้จากโครงการนั้นๆ จะกลายสภาพเป็นศูนย์ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
แนวโน้มและอนาคตของ SPCG
เมื่อเรานำหลักการเรื่องอายุสัญญามาพิจารณาตามความเป็นจริงกับสถานการณ์ปัจจุบันของ SPCG จะพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ ของบริษัทได้เปิดดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งความจริงข้อนี้หมายความว่า อายุของสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่ย่อมต้องลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ทุกปี
ในกรณีที่อายุของสัญญาสัมปทานกำลังนับถอยหลังและเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เช่นนี้ ตามหลักการประเมินมูลค่ากิจการ ราคาหุ้นก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะต้องปรับตัวลดลงตามมูลค่าของกิจการที่ทยอยลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่สามารถที่จะคาดหวังให้ราคาหุ้นปรับตัวพุ่งสวนทางขึ้นไปได้ในระยะยาว
บทสรุป
สำหรับใครที่กำลังพิจารณาหรือสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้น SPCG หรือแม้กระทั่งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าตัวอื่นๆ สิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การนั่งรอดูตัวเลขในงบการเงิน หรือหวังพึ่งพาให้บริษัทดึงเอาเงินกำไรสะสมออกมาจ่ายเป็นเงินปันผลเพื่อวัตถุประสงค์ในการพยุงราคาหุ้นเอาไว้เท่านั้น
แต่กุญแจสำคัญที่คุณต้องทำคือ การลงลึกไปเจาะรายละเอียดของ “สัญญาสัมปทาน” ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ อย่างรอบด้าน เพราะเมื่อเวลาของสัมปทานเหลือน้อยลง โอกาสในการสร้างผลกำไรในอนาคตย่อมลดลงตามไปด้วย และนี่คือสัจธรรมข้อใหญ่ของหุ้นโรงไฟฟ้าที่นักลงทุนทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

