Uncategorized

หุ้น PLUS vs SAPPE เทียบกันเป็นยังไงบ้าง? | Q&A กล้วยๆ EP.1201

หากพูดถึงหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มข้ามชาติในตลาดหุ้นไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง สองบริษัทที่นักลงทุนมักจะนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอคือ PLUS และ SAPPE แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเหมือนกัน แต่เมื่อเราลองเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดของภาพรวมธุรกิจ โมเดลการดำเนินงาน และกลยุทธ์การแข่งขัน จะพบว่าทั้งสองบริษัทมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทความนี้จะพาทุกท่านไปวิเคราะห์เจาะลึกและเปรียบเทียบ PLUS และ SAPPE เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ครับ

โมเดลธุรกิจและแบรนด์: First Mover vs. Late Follower

ความแตกต่างแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดเมื่อเปรียบเทียบ PLUS และ SAPPE คือเรื่องของ “กลยุทธ์การสร้างแบรนด์” และ “ตำแหน่งทางการตลาดของสินค้า”

  • SAPPE (เซ็ปเป้) – ผู้บุกเบิกตลาด (First Mover): SAPPE มีจุดแข็งที่สำคัญมากคือ “ความชัดเจนของแบรนด์” โดยบริษัทเน้นการสร้างแบรนด์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว และไม่รับงานผลิตแบบ OEM เลย สินค้าเรือธง (Hero Product) ที่โดดเด่นคือน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว ซึ่งสามารถสร้างจุดขายที่แตกต่างในฐานะ “เครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสนุก” (มี Texture ให้เคี้ยว) ที่สำคัญ SAPPE วางกลยุทธ์เป็นผู้บุกเบิกสร้างตลาด (First Mover) ในหลายประเทศ เช่น ยุโรป เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและทะเยอทะยานคือการเป็น “เบอร์ 1” ในกลุ่มสินค้าและตลาดนั้นๆ
  • PLUS (พลัส) – ผู้ตามที่พร้อมลุย (Late Follower): ในขณะที่ PLUS มีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างออกไป บริษัทมีการทำหลากหลายแบรนด์ รวมถึงรับผลิตสินค้าแบบ OEM ด้วย และเพิ่งหันมาโฟกัสการสร้างแบรนด์ของตัวเองในระยะหลัง สินค้า Hero Product ของ PLUS มีการปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่นมมะพร้าว ขยับมาเป็นน้ำมะพร้าว และต่อมาก็พยายามผลักดันน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว กลยุทธ์หลักของ PLUS จึงเน้นไปที่การเป็นผู้ตามที่เข้ามาในตลาดทีหลัง โดยตั้งเป้าหมายเป็น “เบอร์ 2” ของตลาด

การจับเทรนด์และจังหวะเวลา (Timing & Trend Catching)

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ PLUS และ SAPPE คือ “จังหวะเวลาในการเข้าสู่ตลาด” หรือ Timing ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการเติบโต

  • กรณีศึกษาตลาดน้ำมะพร้าวในจีน: ตลาดนี้เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลังโควิด-19 ผู้ที่ได้รับอานิสงส์และกอบโกยรายได้ไปเต็มๆ คือแบรนด์ที่เข้าไปติดตลาดก่อน (เช่น IF) และผู้รับผลิต (เช่น COCOCO) แต่เมื่อ PLUS เริ่มขยับขยายเข้าไปบุกตลาดน้ำมะพร้าวในจีน กลับเป็นช่วงที่ตลาดผ่านจุดที่ได้รับความนิยมสูงสุดไปแล้ว คู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้การเติบโตเริ่มชะลอตัวลง
  • กรณีศึกษาตลาดน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว: ในทำนองเดียวกัน เมื่อ PLUS หันมาจับผลิตภัณฑ์นี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่ตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว (Mature Market) การเป็นผู้ตามที่กระโดดเข้ามาในวันที่เค้กชิ้นนี้มีคนแบ่งไปเยอะแล้ว ทำให้บริษัทต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงและต้องสู้กับคู่แข่งจำนวนมาก

ทำไม “ความได้เปรียบของ First Mover” ถึงสำคัญในธุรกิจเครื่องดื่ม?

ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การเป็นผู้สร้างตลาดคนแรก (First Mover หรือ Trendsetter) ถือเป็นความได้เปรียบที่มหาศาลมาก เหตุผลก็เพราะว่า “รสชาติของสินค้าสามารถเลียนแบบกันได้ง่าย แต่พฤติกรรมและความคุ้นชินของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนได้ยาก” เมื่อผู้บริโภคคุ้นชินและประทับใจกับแบรนด์แรกที่ทำได้อร่อยแล้ว พวกเขามักจะไม่เปลี่ยนใจไปลองแบรนด์คู่แข่ง หากสินค้านั้นไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนพอ

ตัวอย่างการแข่งขันในอดีตที่ตอกย้ำเรื่องนี้ได้ดี เช่น:

  • โออิชิ vs. อิชิตัน: แม้ผู้สร้างแบรนด์ชาเขียวเดิมจะออกมาปั้นแบรนด์ใหม่ แต่ชาเขียวรสออริจินัลของโออิชิก็ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ได้อย่างยาวนาน ทำให้อิชิตันต้องไปหาทางรอดด้วยการสร้างหมวดหมู่ใหม่จนเป็นเบอร์ 1 แทน เช่น ชาเขียวรสน้ำผึ้งมะนาว หรือสินค้ากลุ่มจับเลี้ยง
  • เถ้าแก่น้อย vs. แบรนด์ค่ายใหญ่: เถ้าแก่น้อยคือผู้บุกเบิกนำสาหร่ายทอดเข้าเซเว่นฯ เป็นรายแรก แม้ในเวลาต่อมาจะมีคู่แข่งระดับบิ๊กคอร์ปอเรตกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่ก็ยังยากที่จะแย่งส่วนแบ่งการตลาดหลักไปได้

ดังนั้น เมื่อเรานำมาเทียบกันระหว่าง PLUS และ SAPPE จะเห็นว่าการที่ PLUS ตั้งเป้าเป็นเบอร์ 2 ในตลาดที่มีสินค้าใกล้เคียงกันนั้นเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะคู่แข่งเบอร์ 1 ได้ครองใจผู้บริโภคไปแล้ว นอกจากนี้ PLUS ยังมีความเสียเปรียบในเรื่องของต้นทุนและขนาดของการผลิต (Economies of Scale) เมื่อต้องไปเทียบกับเจ้าตลาดเดิม

สรุปมุมมองสำหรับนักลงทุน: ก้าวต่อไปของ PLUS และ SAPPE

การนำ PLUS และ SAPPE มาเปรียบเทียบกัน ไม่ใช่เพียงแค่มองที่ขนาดของบริษัทหรือตัวเลขงบการเงินเท่านั้น แต่เป็นการวิเคราะห์ให้ลึกถึง “กลยุทธ์ทางธุรกิจ”

  • SAPPE มีจุดแข็งที่ชัดเจนจากการเป็น Trendsetter และ First Mover มีการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นเบอร์ 1 ในตลาดต่างประเทศอย่างดุดัน
  • PLUS เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น Follower และ Late Mover ที่พยายามปรับตัวเพื่อจับเทรนด์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งเรื่องจังหวะเวลาในการเข้าตลาด (Timing) ความชัดเจนของตำแหน่งสินค้า รวมถึงการเสียเปรียบด้านต้นทุนในการพยายามแย่งชิงพื้นที่เบอร์ 2

สรุป

สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นกลุ่มนี้ ควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่าในอนาคต PLUS จะสามารถหา “จุดเปลี่ยน” สร้างสินค้าบุกเบิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือหาความแตกต่างเพื่อสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้ได้อย่างไร

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam