อิสรภาพทางการเงิน… ซื้อหุ้นปันผล 10% อาจไม่พอ | EP.163
อิสรภาพทางการเงิน… ซื้อหุ้นปันผล 10% อาจไม่พอ
สำหรับนักลงทุนที่มองหาอิสรภาพทางการเงิน วางแผนเกษียณ หรือต้องการมี Passive Income การลงทุนในหุ้นปันผลดูเหมือนจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ และหลายคนมักจะมองหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 10% ซึ่งดูเหมือนจะเพียงพอในวันนี้ แต่อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต บทความนี้จะเจาะลึกถึงหลุมพรางที่นักลงทุนหุ้นปันผลหลายคนอาจยังไม่เข้าใจ และวิธีคิดที่ถูกต้องเพื่อวางแผนทางการเงินระยะยาว ตามที่อาจารย์ประพาสได้ให้มุมมอง และ เบิร์ด จากช่องลงทุนกล้วยๆ ได้นำเสนอไว้ โดยทั้งสองท่านได้สร้างเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นปันผลไว้อย่างละเอียดและหลากหลายแง่มุมในช่องของพวกเขา
พลังของเงินเฟ้อ ศัตรูตัวฉกาจของ Passive Income
ประเด็นเริ่มต้นจากประสบการณ์จริงของเบิร์ด ซึ่งเป็นนักลงทุนท่านหนึ่งที่พบเจอกับ “ค่าเทอมทบต้น” ลูกสองคนเรียนโรงเรียนนานาชาติ ค่าเทอมปีละเป็นล้านบาท แม้ในช่วงอนุบาลจะอยู่ที่ 650,000 บาทต่อคนต่อปี แต่เมื่อถึงชั้นมัธยมปลาย (ม.6) ค่าเทอมกลับพุ่งสูงถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทบต้นของ “ค่าใช้จ่าย” ที่น่ากลัวไม่แพ้การทบต้นของผลตอบแทน
แม้ว่าในปัจจุบัน เงินปันผลที่ได้รับจะสามารถครอบคลุมค่าเทอมของลูกทั้งสองคนได้ แต่ในอนาคต หากพอร์ตลงทุนและเงินปันผลไม่เติบโตขึ้นตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งและเงินปันผลเดิมจะไม่เพียงพออีกต่อไป
ลองจินตนาการง่ายๆ ว่า หากคุณวางแผนเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า ด้วยเงิน Passive Income เดือนละ 50,000 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงค่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 60 บาทในปัจจุบัน แต่เมื่อคุณอายุ 60 ปีในอีก 20 ปีข้างหน้า ค่าก๋วยเตี๋ยวชามเดียวกันอาจเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาท และค่าใช้จ่าย 50,000 บาทของคุณจะกลายเป็น 100,000 บาท นั่นหมายความว่า เงินปันผล 50,000 บาทที่คุณคิดว่าพอในวันนี้ จะไม่เพียงพอในอนาคต และแม้แต่เมื่อคุณอายุ 80 ปี ค่าก๋วยเตี๋ยวก็อาจจะเพิ่มเป็น 240 บาท แสดงให้เห็นว่าการวางแผนเกษียณด้วยหุ้นปันผล โดยพึ่งพาแค่เปอร์เซ็นต์ปันผลที่คุณพอใจในวันนี้ อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอีก 20-40 ปีข้างหน้า
เลือกหุ้นปันผลแบบ VI เพื่อหาคุณภาพธุรกิจที่แท้จริง
ในปัจจุบัน สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลาย บางคนมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ก็ยังมีนักลงทุนบางส่วนที่มองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนหุ้นปันผล แหล่งข้อมูลของเราชี้ว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็น “นาทีทอง” สำหรับหุ้นปันผลในประเทศไทย ตามที่อาจารย์ประพาสกล่าวไว้ โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบ 16-17 ปี ซึ่งสูงถึง 6-12% ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากช่วง 5-10 ปีที่แล้วก่อนโควิดที่อยู่ระดับ 3-5% โดยที่หุ้นหลายๆ ตัวยังมีสภาวะธุรกิจและคุณภาพเหมือนเดิมหรือลดลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากมุมมองของอาจารย์ประพาส ผู้เป็นนักลงทุน VI การมองหุ้นปันผลควรเน้นที่พื้นฐานของธุรกิจเสมือนเราเป็นเจ้าของกิจการจริงๆ สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าธุรกิจนั้น
- ยังสามารถดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด ภายใต้สภาวะปัจจุบัน
- ยังสามารถเติบโตต่อไปในอนาคตได้หรือไม่
- เงินปันผลที่ได้รับในปัจจุบันนั้นคุ้มค่าหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น หากมีที่ดินที่มีผู้เช่าและจ่ายค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสัญญาที่จะขึ้นค่าเช่าให้ตลอดไป แต่ราคาที่ดินนั้นกลับลดลงเรื่อยๆ คำถามคือ คุณจะซื้อเมื่อไหร่? สถานการณ์ปัจจุบันที่เงินปันผล (ค่าเช่า) อยู่ที่ 10% ต่อปี ถือว่าสูงมาก แต่ที่ดิน (ธุรกิจ) จะไม่ลดลงเหลือศูนย์ หากพื้นฐานธุรกิจยังดีและเติบโตได้
ชนะเงินเฟ้อด้วยหุ้นปันผลที่เติบโต (Dividend Growth)
คำถามที่สำคัญคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าธุรกิจยังคงรักษาการเติบโตหรือเติบโตได้ในระยะยาว? อาจารย์ประพาสแนะนำว่า นักลงทุนควรพิจารณาจาก “สินค้าจำเป็น” ซึ่งหมายถึงสินค้าหรือบริการที่ยังคงมีความต้องการใช้งานแม้เศรษฐกิจจะไม่ดี
- ตัวอย่าง Health Care: ไม่ใช่ทุกบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นทั้งหมด บางอย่างอาจเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
- ตัวอย่างธุรกิจอาหาร: ร้านอาหารพรีเมียมที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมากกว่าสินค้าจำเป็น ในทางกลับกัน ร้านอาหารราคาประหยัดที่เน้นความคุ้มค่า เช่น Suki Te Noi ที่คนยังคงต่อคิวแน่น หรือร้านอาหารของเพื่อนที่เน้นปริมาณคุ้มค่าในราคา 70-80 บาท และมียอดขายดีมากจนขยายสาขาได้ แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่เน้นความคุ้มค่าและลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค กลับได้ประโยชน์ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว นี่คือแก่นของสินค้าจำเป็นที่แท้จริง
- ธนาคาร: แม้เงินจะจำเป็น แต่ธุรกิจของธนาคารคือการให้กู้ ซึ่งมีความซับซ้อน ธนาคารให้กู้ทั้งกลุ่มบริษัท, SMEs และสินเชื่อบ้าน ในช่วงดอกเบี้ยสูง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50-60% นอกจากนี้ ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ก็เป็นความเสี่ยง ธนาคารจะรับรู้รายจ่าย NPL เท่ากับวงเงินกู้ทั้งหมด ในขณะที่รับรู้รายได้จากดอกเบี้ยเพียง 2-3% ต่อปี ทำให้ธุรกิจธนาคารอาจไม่สามารถรักษาผลกำไรที่สม่ำเสมอได้ง่ายนัก
บทสรุป ไม่มีธุรกิจใดคงอยู่ “ตลอดไป” อาจารย์ประพาสย้ำว่า ไม่มีธุรกิจใดที่เป็น “ผู้ชนะ” หรือ “สินค้าจำเป็น” ได้ตลอดไป สิ่งเหล่านี้มีวงจรของมัน บางธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลงเร็ว บางธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลงช้า ดังนั้น การเลือกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงช้ากว่าจึงเป็นการลงทุนที่ “เซฟ” กว่า แม้แต่บริการ IT แบบ Subscription ที่ดูเหมือนจำเป็นมากสำหรับองค์กรในปัจจุบัน เพราะราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช้ก็ไม่ได้ ก็ยังต้องเผชิญกับคู่แข่งหรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้นปันผลหรือหุ้นเติบโต อาจารย์ประพาสชี้ว่า คือ “การวิเคราะห์คุณภาพธุรกิจเชิงลึก“
เจาะกับดัก “ปันผลสูงแต่ไม่โต” ทำไมคุณจะจนลงแม้ได้ปันผล 10%
นักลงทุนหลายคนเข้าใจผิดว่า หากเงินปันผลที่ได้รับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ (เช่น เงินปันผล 10% เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ 2%) ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด
สมมติว่าคุณซื้อหุ้น A ในราคา 10 บาท ได้ปันผล 1 บาทต่อหุ้น (10% Yield) และหุ้นนี้ให้เงินปันผลคงที่ 1 ล้านบาทต่อปีจากการลงทุน 10 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายของคุณ (เช่น ค่าเทอม) กลับเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี แม้เงินเฟ้อโดยรวมจะอยู่ที่ 2% หลังจาก 10 ปี ค่าใช้จ่ายของคุณจะเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบาทเป็น 1.2 ล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลของคุณยังคงเป็น 1 ล้านบาทเท่าเดิม และหากเป็น 20 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งถึง 15 ล้านบาท
สิ่งนี้หมายความว่า คุณภาพชีวิตหลังเกษียณของคุณอาจลดลงเรื่อยๆ เกิดสถานการณ์ที่ “โชคร้ายที่อายุยืน แต่เงินไม่พอใช้” เพราะเงินปันผลที่สูงเกิน 2% จะเอาชนะเงินเฟ้อได้เพียงแค่ไม่กี่ปีแรกเท่านั้น (ประมาณ 5-6 ปี)
ดังนั้น การเลือกหุ้นปันผลที่ถูกต้องคือ ต้องเลือกหุ้นปันผลที่มีแนวโน้มว่า “กำไรของกิจการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต” และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้
หากบริษัทมีกำไรเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ราคาหุ้นและเงินปันผลก็มีแนวโน้มที่จะเติบโต 5% ต่อปีเช่นกัน แม้เปอร์เซ็นต์ปันผลเริ่มต้นจะเท่าเดิมที่ 10% แต่การที่เงินปันผลเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี จะช่วยให้เงินปันผลที่เราได้รับนั้นสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้จริงในระยะยาวถึง 40 ปี นี่คือหัวใจสำคัญของการลงทุนหุ้นปันผลที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การมองหาอัตราปันผลที่สูงในปัจจุบัน
บทสรุปการสร้างพอร์ตหุ้นปันผลเพื่ออิสรภาพทางการเงินที่ยั่งยืน
สรุปหลักการเลือกหุ้นปันผลที่ถูกต้อง
- ต้องเลือกธุรกิจที่แข็งแรง มั่นคง และมีสินค้าจำเป็น
- ธุรกิจนั้นยังต้องมีความสามารถในการเติบโตในอนาคตอีกด้วย
อาจารย์ประพาสให้มุมมองว่า บริษัทในไทยที่เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีอย่างมั่นคงและมีสินค้าจำเป็นมีเยอะไหม? คำตอบคือ “มีเยอะ” เพียงแต่อาจจะไม่ได้ให้เปอร์เซ็นต์เงินปันผลที่สูงมากในปัจจุบัน (เช่น อาจจะอยู่ที่ 5%) แต่ถ้าเงินปันผลมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังดีกว่าหุ้นที่ให้ปันผล 10% ในปัจจุบันแต่ไม่มีการเติบโตเลย
สิ่งสำคัญที่ต้องแยกแยะคือ
- การเอาเงินปันผลมาใช้จ่ายทั้งหมด: หากคุณนำเงินปันผลมาใช้จ่าย คุณจะต้องมั่นใจว่ากิจการนั้นสามารถเติบโตและทบต้นกำไรได้ด้วยตัวของมันเอง เพื่อให้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อ
- การเอาเงินปันผลไปทบต้น (Reinvest): หากคุณนำเงินปันผลทั้งหมดไปลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นหรือเงินปันผลต่อหุ้นจะไม่เพิ่มขึ้นเลย คุณก็ยังสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างมหาศาล เพราะเงินต้นของคุณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากกิจการเติบโตด้วย ก็จะยิ่งทวีคูณผลตอบแทน
การลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นปันผล มีรายละเอียดและมิติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนปีที่ต้องการลงทุน จำนวนเงินที่ต้องการ ทางเลือกในการซื้อสินทรัพย์ การแบ่งพอร์ต หรือการกระจายความเสี่ยง คุณต้องมีความรู้พื้นฐานในการลงทุน การวิเคราะห์คุณภาพธุรกิจอย่างลึกซึ้ง การเข้าใจงบการเงิน รวมถึงการเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ การทบต้น และการนำเงินกลับไปลงทุนใหม่
ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เราอยู่รอดและประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม อาจารย์ประพาสกำลังพัฒนาคอร์สหุ้นปันผลออนไลน์ที่ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการเลือกหุ้นปันผลที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้นักลงทุนมี Passive Income ที่ยั่งยืนและไร้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

