EP.0 5 ขั้นตอน เปิดพอร์ตหุ้น มือใหม่ และ 7 เคล็ดลับเลือก Broker ให้รุ่ง

EP.0 5 ขั้นตอน เปิดพอร์ตหุ้น มือใหม่ และ 7 เคล็ดลับเลือก Broker ให้รุ่ง

เปิดพอร์ตยังไง ? เลือกโบรคไหนดี ? วันนี้เรามีมาบอกก่อนการจะเริ่มลงทุนหุ้น !!

พอร์ต คือคำเรียกสั้นๆ จากภาษาอังกฤษ คือ portfolio ก็คือที่อยู่ เงินทุนของเราที่จะเป็น ตลาดหุ้น ก็คือเงินลงทุน เรียกสั้นๆว่า Port

วิธีการเปิด Port มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน

ขั้นแรก เราต้องเลือก โบรคเกอร์ก่อน โบรคเกอร์ คือ ตัวแทนในการซื้อขายหุ้น ก็คือเป็นตัวกลางระหว่างเรากับตลาดหลักทรัพย์ คือเราไม่ได้เป็นคนซื้อขายหุ้นโดยตรง เราต้องซื้อผ่านโบรคเกอร์เท่านั้น !! เราจึงจำเป็นต้องเลือกโบรคเกอร์หลากหลายมาก  คนที่เป็นคนกำหนดหุ้นทั้งหมดจะต้องขึ้นตรงกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอนนี้อยู่บนถนนรัชดา อยู่ตรง MRT ศูนย์วัฒนธรรม

อันดับสอง คือการเลือกบัญชี บัญชีมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ

ขั้นที่ 2 นั้น การเลือกบัญชีคือ การเลือกให้เหมาะกับการลงทุนของเรา ซึ่งเมื่อเป็นประเภทแบบ VI เราจะเลือกแบบ (Cash Balance) เป็นหลัก

1. บัญชีเงินสด (Cash Account)  มีคุณสมบัติคือ มีการสามารถวางเงิน 20% ของจำนวนเงินที่จะเทรดได้

ยกตัวอย่างเช่น เราวางเงินไว้ 20,000 บาท สามารถซื้อขายได้ 100,000 บาท แต่ภายหลังจากนั้น 2-3 วัน หลังจากโบรคเกอร์ จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด

–            มีไว้สำหรับนักเกร็งกำไรเป็นหลัก และสามารถซื้อขายก่อนได้  พอขายวันนี้ T คือ Time เราจะได้เงินเข้าบัญชีอีกที คือ T+ 2 หรือ T+3 แล้วแต่โบรคเกอร์ หลังจากขาย

เช่น T คือ วันที่ 1 ก็จะได้วันที่ 3 หรือ 4 เข้าบัญชี

ทีนี้จุดเด่นของ Cash accout  คือ นักเกร็งกำไร หรือ DAY Trader การซื้อขายระหว่างวัน คือเขาจะไม่ถือหุ้นข้ามวัน สมมุติเช่น ซื้อวันที่ 1 วันนี้ 20,000 : ซื้อวันที่ 1 ขายวันที่ 1 ผ่านไปอีก 2 วัน กำไรส่วนต่างก็จะโอนเข้าบัญชีเรา โดยที่เราไม่ต้องเอาเงิน 100,000 ใส่เข้าไป แต่ถ้าเกิดการซื้อขายต่างวันกัน ก็ยังจะเป็นกฎเดิมอยู่ เช่น เราซื้อวันที่ 1 ขายวันที่ 2 วันที่ 3 ก็ต้องเอาเงินเข้า วันที่ 4 โบรคเกอร์ถึงจะโอนเงินเข้าบัญชีเรากลับคืนมา จะเป็นไปตามกฎ T+1 T+2 T+3 ตามปกติ

2. บัญชีที่สอง เรียกว่า  บัญชีวางหลักประกันเต็มจำนวน (Cash Balance)

– ง่ายๆเลย นักลงทุน VI จะเปิดบัญชี เป็น (Cash Balance)  เป็นหลัก ก็คือฝากเงินเท่าไหร่ Trade ได้เท่านั้น (ปกติ)

อันที่ 3 จะชื่อว่า บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Balance)

– คุณสมบัติคือ อาจจะต้องมีการวางเงินประกันบางส่วน จะกี่ % แล้วแต่ โบรคเกอร์เช่นกัน

แล้วเราจะสามารถเพิ่มเงินกู้ขึ้นอีกส่วนนึง มาเทรดได้ แต่จะมีดอกเบี้ยต่างหาก ก็คือ ดอกเบี้ยเงินกู้

และถ้าเกิดราคาหุ้นตกลงไปส่วนต่าง แกร๊ปตกลงไปเท่ากัน เงินประกันที่เราวางเอาไว้ จะทำการ FORCED SELL ทันที คือการบังคับทันที เนื่องจาก ว่าเขากลัวเราจะไม่มีเงินจ่ายเขา เขาก็เลยยึดเงินประกันไป นี่คือ เหตุผลอีกข้อนึงเวลาที่ตลาดล่วงหนักๆมันจะล่วงแรงมาก เพราะเรื่อง FORCED SELL กันหนักมากนี่เอง เพราะคนใช้บัญชีที่ 3 มากถึง 70%  ที่ตลาดล่วงหนักเพราะ คนแรกเมื่อโดน FORCED SELL คนอื่นก็จะโดนตามกันมาอีกเรื่อยๆ เพราะคนแรกโดนราคาก็ร่วง คนที่ 2 ก็โดน FORCED SELL ล่วงตามกันเป็นโดมิโน ส่วนดอกนั้นจะคิดยังไง คือ แล้วแต่โบรคเกอร์นั้นๆ

ขั้นตอนที่ 3 คือการยื่นเอกสาร มี 4 อย่าง

สิ่งแรกที่ต้องเตรียม คือ สำเนาบัตรประชาชนต้องมีแน่นอน

สำเนาทะเบียนบ้าน

สำเนาบุ๊คแบ๊งค์ที่เราจะเอามาผูกกับบัญชีหุ้นของเรา บัญชี Port ของเรา ที่เวลาได้เงินปันผลก็จะโอนเข้าบัญชี

สำเนา statement ย้อนหลัง 3 เดือน

เดี๋ยวนี้การเปิด Port ง่ายมาก เราสามารถยื่นเอกสารทางออนไลน์ได้เลย

ขั้นตอนที่ 4 เราต้องเรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ชื่อว่า  Streaming 

ซึ่ง EP หน้าเราจะมีการสอนสำหรับการใช้ Streaming แบบหลักๆ คร่าวๆกัน เป็นโปรแกรมเดียวที่ตลาดหลักทรัพย์หุ้นทำออกมา

ขั้นตอนสุดท้าย คือ เอาเงินเข้า Port แล้วก็เริ่มเล่นหุ้นได้ !

เจาะลึก วิธีการเลือกโบรคเกอร์ มีทั้งหมด 7 ข้อ ต้องเลือกดูจากอะไรบ้าง ??

ข้อแรกต้องดูก่อนว่าแต่ละโบรคเกอร์ มี Product สินค้า ให้บริการแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างคร่าวๆ มี 3 ตัว :

อย่างแรก เราต้องเลือก Port ที่เราสามารถซื้อขายหุ้นได้

Port 1. Equity คือการเป็นเจ้าของ ง่ายๆ ก็คือหุ้น เราซื้อหุ้นเราเป็นเจ้าของ

Port 2. Derivative Warrants (DW)   / Port ที่ 3 เรียกว่า TSE

Port ที่ 2 และ 3 นั้น เป็นตลาดอนุพันธ์ อีกอันนึงเป็นอนุพันธ์ ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ มีอายุสัญญามีการขายสัญญากัน แต่ละบางโบรค จะมีสินค้า Product ที่แตกต่างกัน จะไม่มีให้เปิดพอร์ตแบบ Equity จะซื้อหุ้นไม่ได้ คือจะซื้อได้แค่ Derivative Warrants (DW)   / หรือ TSE

ข้อที่ 2 สำคัญ เลือกที่ค่าธรรมเนียม จะมี 2 อย่างคือผ่าน Marketing  กับผ่านออนไลน์ซึ่งเราซื้อขายเอง

แต่ละโบรคเกอร์จะมีค่าธรรมเนียมที่คิดเราแตกต่างกัน

แต่ส่วนมากจะอยู่ใน เรท 0. กว่า ๆ หรือ 0. ต้นๆ คือ 100 จะเสียแค่ 20 กว่าสตางค์ แต่เรทของค่าธรรมเนียมมีความแตกต่างกัน

ถ้าเราใช้ค่าธรรมเนียม Marketing คือคนที่แนะนำหุ้นเรา คนเชียร์หุ้นเรา ถ้าเราใช้ Marketing ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่า เหมือนประมาณว่าเราให้เขาซื้อขายแทนเรา

แต่ข้อดีของการใช้ Marketing คือ เขาจะต้องรับผิดชอบถ้าเขาซื้อขายผิดจากที่คุยกับเรา เช่น การคีย์ผิด เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน

(เวลาที่เราซื้อเราจะต้องซื้อผ่านการคุยกับ Marketing ทุกครั้ง)

หน้าที่ของ Marketing หลักๆ เขาจะคอยรับประกันความผิดพลาดให้เรา  เขาจะคอยอัพเดทเรา เช่น มีข้อมูล มีบทวิเคราะห์ มาอัพเดทเราโดยที่เราไม่ต้องไปหาอ่านวิเคราะห์ให้เรา เป็นเหมือนเลขาส่วนตัว overall ทุกอย่างที่เกี่ยวกับหุ้น และหากเราสงสัยเขาก็สามารถหาคำตอบมาให้ได้ เท่าที่โบรคเกอร์นั้นมีข้อมูล หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลลงเอาไว้ คือข้อเสียจะมีค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นกว่ากดเองประมาณ 0.3 %

ถ้ากดเองก็จะเป็นการซื้อขายผ่านออนไลน์ด้วยตัวเอง ก็จะมีค่าคอมมินชั่นที่ถูกลง เทรดเอง 0.2 %

ข้อที่ 3 คือ Commission ค่าธรรมเนียม แต่ในข้อนี้คือ ขั้นต่ำ

คือแต่ละโบรคจะมีขั้นต่ำต่อวันไม่เหมือนกัน บางโบรคจะไม่มีขั้นต่ำ บางโบรคจะมีขั้นต่ำต่อวัน เช่น ขั้นต่ำ 50 บาท ต่อวัน

ส่วนมากโบรคใหญ่ๆ จะมีขั้นต่ำเสมอ เงินในการเทรดหลายหุ้นรวมกัน ต่อวัน ถ้าเกินจาก 25,000 – 30,000 บาทขึ้นไป มันจะ cover เกินขั้นต่ำ

ดังนั้นถ้าใครก็ตามอาจเกิดมี Port ไม่ใหญ่มาก และเราเทรดเงินต่อครั้งต่อวัน ไม่เกิน 30,000 บาท เราอาจจะต้องเลือกโบรคที่ไม่มีขั้นต่ำ

เราต้องวิเคราะห์ว่า Port เรามีขนาดเท่าไหร่ และจะเกิดปัญหาการเทรดต่อวันไหมที่จะทำให้เรื่องต้นทุนเรื่องค่าคอมมิชชั่นเราจะโดดขึ้นไป เพราะบางคนเทรดทุกเดือน

อาจะเกิดปัญหาได้

ข้อที่ 4 การที่เราเลือกโบรคเกอร์

เหตุอีกข้อนึง คือเราอยากได้บทวิเคราะห์ของเขา ซึ่งแต่ละโบรคเกอร์จะมีนักวิเคราะห์เป็นของตัวเองที่แตกต่างกันไป มันจะขึ้นกับการชอบส่วนตัวว่าเราชอบนักวิเคราะห์คนไหน

*คำแนะนำเพิ่มเติม *

โบรคเกอร์ใหญ่ๆ จะมีเงินทุนเยอะๆ มักจะมีเงินทุน ที่จ้างนักวิเคราะห์เก่งๆ เข้ามาได้เยอะกว่า แล้วก็จ้างได้เยอะกว่า ครอบคลุมอุตสาหกรรมได้มากกว่า ได้กว้างกว่า มันจะเป็นแบบนั้น และการที่เราสมัครกับโบรคใหญ่ๆไว้ ก็จะได้นักวิเคราะห์ที่กว้างครอบคลุม มีคุณภาพสูง

โบรคใหญ่เมื่อเทียบกับโบรคปกตินั้น โบรคใหญ่จะมีนักวิเคราะห์ของแต่ละอุตสาหกรรม อย่างเช่นอุตสาหกรรมละ 1 คน จะสามารถมีเวลา วิเคราะห์อุตสาหกรรมนั้นๆได้มากกว่าโบรคเล็กๆ เพราะโบรคเล็กๆจะมีข้อจำกัด เช่น นักวิเคราะห์คนนึงจะต้องคอยคุมวิเคราะห์หลายอุตสาหกรรม

โบรคใหญ่หรือเล็ก ดูได้จาก การจัดอันดับ

เราสามารถสมัคร Port ไว้กี่ Port ก็ได้ เผื่อเอาบทวิเคราะห์

ข้อที่ 5 เรื่อง Tool  เครื่องมือ

ในแต่ละโบรคเกอร์จะมีจุดแข็งเรื่อง เครื่องมือที่แตกต่างกัน ในแต่ละโบรคจะมีการเสนอว่า เก่งด้านไหน เน้นด้านไหนเป็นพิเศษ ส่วนมากจะเป็นเครื่องมือทางเทคนิค บางโบรคก็จะมี AI เข้ามาช่วย

ข้อที่ 6 จะเป็นสิทธิพิเศษ

ในแต่ละโบรคจะมีสิทธิพิเศษในการที่เราจะเทรดหุ้นกับเขาหรือเปิด Port กับเขาที่แตกต่างกันไป บางโบรคก็จะมีการจัดสัมมนาบ่อยๆ บางโบรคก็จะมีคะแนนให้ต่อเงินที่เราเทรด เหมือนบัตรเครดิต มันต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าแต่ละโบรคมีสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

ข้อที่ 7 โดยส่วนตัว ใช้เกณฑ์ข้อนี้เป็นหลัก คือ ความสะดวก

ถ้าเป็นโบรคเกอร์ที่ไม่ได้เป็นธนาคารจะต้องขอความยินยอมจากธนาคารเพื่อจะเชื่อม Port กัน และในอดีตการโอนเงินเข้าไปใน Port ยุ่งยากมากกว่าเดี๋ยวนี้เยอะเลย

อย่างโบรคเกอร์ที่เป็นธนาคารเลยเขาจะมีฟังก์ชันที่บิ้วอินอยู่กับตัว Account ของการทำ Port อยู่แล้ว คือโอนเงินปุ๊ปกดได้ทันทีเลย

แต่ถ้าโบรคที่เป็น Non – blank  ต้องทำเรื่องต้องรอระยะเวลา ต้องรอคอนเฟิร์ม

7 ข้อนี้เป็นข้อที่พิจารณาจริงๆ แต่ละคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น

คนที่เราใช้เงินเทรดต่อวัน จะมีปัญหาเรื่องขั้นต่ำ ต้องเลือก โบรคที่เล็กกว่านั้นก็จะดึงดูดลูกค้าที่ไม่มีขั้นต่ำ

เพราะโบรคใหญ่มีขั้นต่ำอยู่แล้ว 100 %

ขั้นต่ำต่อวัน คือ ขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน แปลว่าเราเทรดเงินด้วยเงิน 10,000 บาท ค่าคอมมิชชันจะอยู่ที่ 25 สตางค์ คือ 25 บาท แต่คำว่าขั้นต่ำค้ำไว้ ทำให้เราต้องเสีย 50 บาท ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพราะค่าธรรมเนียมคือ ต้นทุนของเรา

มีเงินเก็บต่อเดือน 2,000 -3,000 แต่พอซื้อทีนึง จะต้องเสียค่าคอมมิชชันแค่ 5 บาท 10 บาท แต่สุดท้ายต้องเสีย 50 บาท เพราะเป็นขั้นต่ำ ทำให้ต้นทุนของหุ้นนั้นสูงขึ้นไปอีก

*แนะนำเพิ่มเติม *

อาจจะศึกษาจากแบงค์ที่เราฝากเงิน แล้วก็แบงค์ข้างเคียง หรือ แบงค์ดังๆ เปรียบเทียบกัน

EP.0 5 ขั้นตอน เปิดพอร์ตหุ้น มือใหม่ และ 7 เคล็ดลับเลือก Broker ให้รุ่ง – YouTube

This image has an empty alt attribute; its file name is image-17.png

ถ้าไม่เข้าใจสามารถรับชมคลิป ทำความเข้าใจง่ายๆ ได้ทาง Youtube

ซึ่งมีมากกว่า 60 คลิป ให้รับชมสำหรับการทำความเข้าใจของนักลงทุน เรื่องหุ้น ฉบับมือใหม่ !!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *