SET 1,600 แต่หุ้นที่ถือเหมือนอยู่ 1,200 ! Smart Money รออะไร? | Q&A กล้วยๆ EP.1142
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนหลายคนในตลาดหุ้นไทยอาจเกิดคำถามในใจและรู้สึกสงสัยในสิ่งเดียวกันว่า ในวันที่ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด แต่ทำไมหุ้นหลายตัวที่อยู่ในพอร์ตของเรากลับให้ความรู้สึกเหมือนดัชนียังวนเวียนอยู่ที่ระดับ 1,200 จุดเท่านั้น? ทั้งที่เมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่า (Valuation) ค่า P/E ของตลาดโดยรวมก็อยู่เพียงระดับ 13 เท่า ซึ่งถือว่าไม่ได้แพงเลย
คำถามสำคัญที่ตามมาและสร้างความคาใจให้กับทุกคนก็คือ ทำไมในปัจจุบันกระแสของ SET, Smart Money หรือเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่จากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ถึงยังไม่หลั่งไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยเหมือนในอดีต? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสาเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปในหลากหลายมิติกันครับ
ยุคแห่งทางเลือกการลงทุนที่ไร้พรมแดน
หากย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน การที่นักลงทุนไทยจะออกไปลงทุนในต่างประเทศถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากและมีข้อจำกัดสูง แต่ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการลงทุนต่างๆ ได้ทลายกำแพงเหล่านั้นลงไปจนหมดสิ้น การเปิดพอร์ตเพื่อซื้อหุ้นต่างประเทศกลายเป็นเรื่องง่ายดายเพียงแค่ยื่นเอกสารไม่กี่อย่างผ่านระบบออนไลน์
นอกจากนี้ ตลาดการเงินในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายเพิ่มขึ้นมากมายให้นักลงทุนได้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ, ฟิวเจอร์ส, TFEX และอนุพันธ์รูปแบบต่างๆ เมื่อทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนมีมากขึ้น เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกลุ่ม SET, Smart Money จึงถูกกระจายออกไปยังสินทรัพย์และตลาดอื่นๆ ทั่วโลกที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า โดยไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในตลาด SET เหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไป
หุ้นไทยหมดความ “เซ็กซี่” และก้าวเข้าสู่จุดอิ่มตัว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ได้ดู “เซ็กซี่” หรือมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในอดีตนั้น ประเทศไทยอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจจากธุรกิจแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) สู่ธุรกิจสมัยใหม่ (Modern Trade) ทำให้ในเวลานั้น ไม่ว่านักลงทุนจะหลับตาจิ้มเลือกหุ้นตัวไหนในกลุ่มค้าปลีกหรือกลุ่มโรงพยาบาล ก็มักจะเจอหุ้นที่เติบโตได้อย่างโดดเด่นและสวยงาม
แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้เติบโตจนกลายเป็นผู้เล่นหลักที่ทรงอิทธิพลครองตลาดจนเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ (Harvesting phase) และก้าวเข้าสู่จุดอิ่มตัว (Maturity) เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำเพียง 2-3% (Low single digit) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่เคยเติบโตได้ร้อนแรงถึง 4-6% ย่อมทำให้นักลงทุนรายใหญ่เบนความสนใจไปที่อื่น
วิกฤตเด็กเกิดใหม่ สัญญาณเตือนถึงกำลังซื้อในอนาคต
อีกหนึ่งปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญและทำให้กลุ่มทุนในแนวทาง SET, Smart Money เกิดความลังเลในการใส่เงินก้อนใหญ่เข้ามาลงทุน คือเรื่องของ “โครงสร้างประชากรศาสตร์” ของไทย โดยก่อนช่วงวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยสูงถึงปีละประมาณ 1 ล้านคน แต่ในปีที่ผ่านมา ตัวเลขเด็กเกิดใหม่กลับลดลงอย่างน่าใจหาย เหลือเพียงแค่ 400,000 กว่าคนเท่านั้น หรือกล่าวได้ว่าหายไปถึง 60%
เมื่อประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการบริโภคในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ความต้องการซื้อรถยนต์คันใหม่หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องลดลงตามไปด้วย ภาพใหญ่เชิงมหภาคเหล่านี้ทำให้กลุ่มทุนที่มีเงินก้อนใหญ่ มองเห็นว่าการหาโอกาสลงทุนในไทยเพื่อสร้างผลตอบแทนเติบโตในระยะยาวกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น
กรณีศึกษา CPALL กับอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว
เพื่อให้เห็นภาพของคำว่าธุรกิจอิ่มตัวชัดเจนขึ้น ลองพิจารณากรณีศึกษาของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง CPALL หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในนาม 7-Eleven ที่ตั้งเป้าหมายขยายสาขาปีละ 700 สาขามาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
- ในอดีต: ตอนที่ฐานสาขาทั้งหมดยังมีเพียง 8,000 แห่ง การเพิ่มขึ้น 700 สาขา คิดเป็นการเติบโตเกือบ 10% ซึ่งช่วยผลักดันให้กำไรและราคาหุ้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด
- ในปัจจุบัน: เมื่อฐานสาขาทั้งหมดพุ่งสูงถึง 16,000 แห่ง การเพิ่มสาขา 700 แห่งเท่าเดิม จะคิดเป็นอัตราการเติบโตเพียงแค่ 3-4% เท่านั้น
นอกจากนี้ การขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่น ประเทศลาวมีประชากรเพียง 10 ล้านคนและเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตหวือหวา ส่วนในกัมพูชา แม้ประชากรจะเยอะแต่ก็มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ จนต้องตัดสินใจทยอยปิดสาขาไปมากถึง 60 แห่งในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมองเห็นถึงข้อจำกัดในการเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในวันวาน
โอกาสใหม่ของ SET ในฐานะ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของนักลงทุนเน้นปันผล
แม้ว่าในแง่ของอัตราการเติบโต (Growth) ของหุ้นไทยอาจจะไม่โดดเด่นพอที่จะดึงดูดใจให้กระแส SET, Smart Money เข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างราคากันเหมือนก่อน แต่นี่คือ “New Norm” หรือบรรทัดฐานใหม่ของตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนทุกคนต้องยอมรับและปรับมุมมอง
หากเรามองในแง่ดี ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองจนกลายเป็นแหล่งหลบภัยที่โดดเด่นอย่างมากในเรื่องของ “เงินปันผล” (Dividend Yield) ในอดีตหุ้นไทยอาจมีอัตราการปันผลเฉลี่ยเพียง 2% กว่าๆ แต่ปีนี้ถือเป็นปีที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) โดยให้ปันผลเฉลี่ยรวมทั้งตลาดถึง 4% และหากเราลองตัดหุ้นที่ปันผลน้อยมากแต่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่อย่าง Delta ออกไป ค่าเฉลี่ยปันผลของตลาดหุ้นไทยอาจพุ่งสูงถึง 5-6% เลยทีเดียว
การออกไปลงทุนในต่างประเทศแม้จะให้ผลตอบแทนจากการเติบโตที่ดีแต่ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) ดังนั้น การเลือกกลับมาลงทุนในตลาด SET, Smart Money เพื่อคาดหวังเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ปลอดภัย และมีความแน่นอนสูง จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมมากที่สุดในยุคปัจจุบันครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

