Q&AUncategorized

Real Yield คืออะไร? | Q&A กล้วยๆ EP.1188

Real Yield คืออะไร และคำนวณอย่างไร?

Real Yield หรือ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง คือ อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งที่นำมาหักลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ เพื่อสะท้อนถึงผลตอบแทนสุทธิหรือ “กำลังซื้อ” ที่แท้จริงที่คุณจะได้รับ

ในโลกของการลงทุน ตัวเลขผลตอบแทนที่มักถูกนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกันบ่อยครั้ง ได้แก่:

  • Risk Free Rate (อัตราผลตอบแทนที่ไร้ความเสี่ยง): มักใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เป็นเกณฑ์อ้างอิง
  • Earning Yield / Earning Gap: อัตรากำไรของบริษัทในตลาดหุ้นเพื่อดูความน่าสนใจของตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น

สำหรับการหาค่า Real Yield นั้น วิธีที่นิยมที่สุดคือนำผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลมาหักออกด้วยอัตราเงินเฟ้อปกติ

ตัวอย่างการคำนวณ: หากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1% ส่วนต่างหรือ Real Yield จะอยู่ที่ 0.7% ตัวเลขนี้สะท้อนถึงผลตอบแทนสุทธิหลังจากถูกหักกำลังซื้อออกไปด้วยเงินเฟ้อแล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่าง Real Yield กับ ราคาทองคำ

โดยธรรมชาติแล้ว ทิศทางของราคาทองคำ มักถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ทำให้ค่าเงินเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยมีความเกี่ยวโยงกับ Real Yield ดังนี้:

  • ช่วงวิกฤตหรือเงินเฟ้อรุนแรง (Real Yield ติดลบ): เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น ภาวะสงคราม ความเสียหายมักส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เสื่อมมูลค่าอย่างหนัก การถือครองทองคำจะช่วยรักษามูลค่าของความมั่งคั่งไว้ได้ดีกว่าการถือเงินสด
  • สภาวะเงินเฟ้อปกติ (Real Yield เป็นบวก): ในภาวะที่เงินเฟ้อไม่ได้พุ่งสูงรุนแรง ราคาทองคำมักไม่ค่อยปรับตัวขึ้นมากนัก เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ผลิตกระแสเงินสด (Cash Flow) หรือมีผลตอบแทนจากการดำเนินงานในตัวเอง (เช่น เงินปันผล) ทำให้นักลงทุนมักโยกเงินไปหาสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

ทำไม การลงทุนในหุ้น ถึงเป็นสินทรัพย์ชดเชยเงินเฟ้อได้ดีที่สุด?

แม้หลายคนจะนึกถึงทองคำเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงการป้องกันเงินเฟ้อ แต่ในสภาวะเงินเฟ้อระดับปกติ สินทรัพย์ที่สามารถชดเชยและเอาชนะเงินเฟ้อ (รักษาระดับ Real Yield ให้เป็นบวก) ได้ดีที่สุดคือ หุ้น

เหตุผลสำคัญมาจาก Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ของธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำในตลาด ธุรกิจเหล่านี้มีความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) และสร้างผลตอบแทนที่เอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปกลยุทธ์การลงทุน

การเข้าใจแนวคิดเรื่อง Real Yield จะช่วยให้นักลงทุนมองภาพชัดเจนขึ้นว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนนั้นคุ้มค่ากับอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อหรือไม่ โดยสามารถสรุปเป็นกลยุทธ์ได้ดังนี้:

  1. ทองคำ: เหมาะสำหรับใช้เป็น “หลุมหลบภัย (Safe Haven)” ในยามวิกฤตสงคราม หรือในสภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงรุนแรงจน Real Yield ติดลบ
  2. หุ้น: เป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการเอาชนะเงินเฟ้อในสภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อระดับปกติ เนื่องจากบริษัทผู้นำในตลาดมีความสามารถในการกำหนดราคาและสร้างผลกำไรที่เติบโตได้

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam