Uncategorized

อย่าเพิ่งซื้อหุ้นแบงก์กินปันผล ถ้ายังไม่ดูคลิปนี้! | EP.181

ช่วงนี้กระแสการลงทุนใน หุ้นแบงก์ เพื่อหวังสร้างรายได้จาก ปันผล กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดหุ้นไทย หลายคนมองว่ากลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ปลอดภัย มีความมั่นคง และเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการถือครองระยะยาวเพื่อวางแผนเกษียณ อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่าความนิยมในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับหุ้นกลุ่มอื่น เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่เคยจ่าย ปันผล สูง จนกระทั่งเกิดวิกฤตที่ทำให้ผู้ลงทุนวัยเกษียณ (Silver Age) ต้องสูญเสียเงินต้นไปถึง 50–70% และเงิน ปันผล ที่คาดว่าจะได้รับก็ลดลงอย่างหนักตามไปด้วย เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงทุนใน หุ้นแบงก์ เพื่อกิน ปันผล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน ทั้งด้านโอกาสและความเสี่ยง

เจาะลึก 4 เครื่องยนต์สร้างรายได้ของ หุ้นแบงก์

การจะประเมินว่า หุ้นแบงก์ สามารถสร้างกำไรและจ่าย ปันผล ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ “เครื่องยนต์สร้างรายได้” (Revenue Engine) หลักทั้ง 4 ตัวของระบบธนาคาร:

  • สินเชื่อองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate Loans – สัดส่วนราว 1 ใน 3): กลุ่มลูกค้ายักษ์ใหญ่มีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน โอกาสล้มหายตายจากยาก แม้อุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ จะชะลอตัวลง แต่ยังมีกลุ่มที่เติบโตได้ดีตาม GDP และเทรนด์อนาคต เช่น Data Center และธุรกิจส่งออก ภาพรวมเครื่องยนต์ตัวนี้จึงยังมีความแข็งแกร่ง
  • สินเชื่อ SME (สัดส่วนราว 30%): ในประเทศกำลังพัฒนา SME มักจะมีสัดส่วนสูง แต่เมื่อประเทศพัฒนาขึ้น ธุรกิจจะเกิดการควบรวม (Consolidation) รายใหญ่จะดึงส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อย ๆ ทำให้ SME ที่ไม่มีจุดเด่น หรือไม่ได้จับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มีความเปราะบางมากขึ้น ยิ่งหลังวิกฤตโควิด-19 สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อ สายป่านที่ขาดลงทำให้ SME และเจ้าของธุรกิจจำนวนมากต้องล้มหายตายจากไป
  • สินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัย / สินเชื่อบ้าน (Housing Loans – สัดส่วนราว 33%): เครื่องยนต์ส่วนนี้กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากโครงสร้างประชากรไทยที่ลดลง ในอดีตไทยมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 1 ล้านคน ต่อมาลดเหลือ 600,000–700,000 คนในช่วงก่อนโควิด แต่ปีที่ผ่านมาเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงราว 400,000 คน ซึ่งเป็นระดับที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวนประชากรและเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างรวดเร็วนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์และปริมาณการกู้ซื้อบ้านในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • บริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management / Fee Income): นี่คือ New S-Curve ที่ธนาคารใหญ่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีมาร์จิ้นสูง และสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโต 20–30% ต่อปี ทว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ในไทยมี “เพดาน” ที่จำกัดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ Long Tail คือคนส่วนใหญ่กว่า 80–85% มีรายได้เฉลี่ยเพียงราว 20,000 บาท/เดือน ต่างจากสหรัฐฯ ยุโรป หรือญี่ปุ่นที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 200,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ประชากรไทยมีพอร์ตลงทุนในหุ้นเพียง 4% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีสูงถึง 40% เพดานรายได้จาก Wealth Management ของแบงก์ไทยจึงไม่สามารถเติบโตจนทดแทนรายได้จากสินเชื่อได้ทั้งหมดเหมือนธนาคารในต่างประเทศ

ผลกระทบจากวัฏจักรดอกเบี้ยต่อกำไร หุ้นแบงก์

หุ้นแบงก์ มีผลการดำเนินงานที่ผูกติดกับวัฏจักรดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด:

  • ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น: ธนาคารได้ประโยชน์ทันทีเนื่องจากสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ทำให้รายได้ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือยอดปล่อยสินเชื่อใหม่จะเติบโตช้าลง เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้นทำให้การตัดสินใจลงทุนของ Corporate, SME และผู้ซื้อบ้านชะลอตัวลง
  • ช่วงดอกเบี้ยขาลง: รายได้ดอกเบี้ยรับของธนาคารจะลดลงทันที สะท้อนให้เห็นในงบการเงินของธนาคารที่รายได้ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

โครงสร้างความเสี่ยงแบบ “ขี่ช้างจับมด”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ หุ้นแบงก์ มีความผันผวนสูงยามเกิดวิกฤต มาจากลักษณะธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไรแคบ สมมุติธนาคารปล่อยสินเชื่อ 100 บาท ได้รับดอกเบี้ย 5 บาท เมื่อหักต้นทุนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแล้ว อาจเหลือเป็นกำไรสุทธิเพียง 2 บาท หากลูกหนี้รายนั้นกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ธนาคารจะต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เต็มจำนวน 100 บาท ด้วยโครงสร้างนี้ หาก NPL เพิ่มขึ้นเพียง 2–3% ก็เพียงพอที่จะกัดเซาะกำไรของ หุ้นแบงก์ ทั้งหมดให้หายวูบ หรือกลายเป็นขาดทุนได้ทันที

บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง และ โควิด-19

หากพิจารณาผลงานของ หุ้นแบงก์ เพียงย้อนหลัง 3–5 ปี อาจเห็นภาพกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง แต่การมองย้อนกลับไปในระยะยาวจะช่วยให้เห็นธรรมชาติของธุรกิจที่เป็นวัฏจักรอย่างแท้จริง:

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540–2541): NPL ของระบบธนาคารพุ่งสูงถึง 40% ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ขาดทุนในปี 2541 ถึง 49,000 ล้านบาท และปี 2542 ขาดทุนอีก 59,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้น BBL ดิ่งลงถึง 92% (จาก 260 บาท เหลือ 20 บาท) ส่วน KBank ขาดทุนสูงถึง 87,000 ล้านบาท
  • วิกฤตโควิด-19 (ปี 2563): KBank มีการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านบาทในไตรมาส 2 ส่งผลให้กำไรหายวูบ และราคาหุ้นดิ่งลงจากระดับ 250 บาท เหลือเพียง 70 บาท (-72%)

เปรียบเทียบ หุ้นแบงก์ กับหุ้นรับมือวิกฤต (Defensive Stock)

เมื่อเปรียบเทียบ หุ้นแบงก์ กับหุ้นที่ไม่ผันผวนตามวัฏจักร เช่น ADVANC ในช่วงวิกฤตโควิด-19

  • ด้านกำไร: ADVANC มีกำไรลดลงเพียง 12% ขณะที่กำไรของ หุ้นแบงก์ ลดลงมากกว่า 30% ขึ้นไป
  • ด้านเงิน ปันผล: เงิน ปันผล ของ ADVANC ลดลงเพียงเล็กน้อยราว 6% (จาก 7.34 บาท เหลือ 6.92 บาท) ในขณะที่ หุ้นแบงก์ จำเป็นต้องลดการจ่ายเงิน ปันผล ลงถึง 30–40% เพื่อเก็บรักษาสภาพคล่อง

ข้อคิดและแนวทางการสร้าง Margin of Safety

การซื้อ หุ้นแบงก์ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากนักลงทุนเข้าใจธรรมชาติความเป็นวัฏจักรของธุรกิจ แต่หากต้องการซื้อเพื่อนำเงิน ปันผล มาเป็นรายได้หลักในวัยเกษียณ ควรระมัดระวังข้อควรปฏิบัติดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการซื้อ ณ จุดสูงสุดของวัฏจักร: การเข้าซื้อ หุ้นแบงก์ ในช่วงที่ผลประกอบการและราคาหุ้นกำลังทำจุดสูงสุดตามกระแสเชียร์ มีความเสี่ยงสูงที่จะเจอกับช่วงปรับฐาน จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนใน หุ้นแบงก์ คือช่วงที่เกิดวิกฤตหรือช่วงที่ราคาหุ้นลดลงมาจนมีส่วนต่างความปลอดภัย (Margin of Safety) ที่สูงพอ
  • วางแนวป้องกันความปลอดภัยในเงิน ปันผล: สำหรับผู้ที่ต้องพึ่งพาเงิน ปันผล ในการดำรงชีพ ควรเผื่อส่วนต่างความปลอดภัยไว้เสมออย่างน้อย 30% ตัวอย่างเช่น หากต้องการเงิน ปันผล เพื่อใช้จ่ายปีละ 1,000,000 บาท (~83,000 บาท/เดือน) ควรวางแผนจัดพอร์ตให้ได้รับเงิน ปันผล ในระดับ 1,300,000 บาท/ปี เพื่อที่ว่าในวันที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและธนาคารจำเป็นต้องลดการจ่าย ปันผล ลง 30% รายรับเงิน ปันผล ที่เหลือก็ยังคงเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำวันโดยไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต

การลงทุนใน หุ้นแบงก์ เพื่อรับกระแสเงินสดที่มั่นคงจึงต้องพิจารณาให้อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ไม่มองเพียงตัวเลข ปันผล ในอดีตระยะสั้น และเตรียมพร้อมรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเสมอ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam