Uncategorized

สถานการณ์สงครามในปัจจุบัน ทำให้ S&P500 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.10

https://youtu.be/4qnEnA4XjX8

สถานการณ์สงครามในปัจจุบัน ทำให้ “S&P500 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?” Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.10

ประเด็นที่ร้อนแรง และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก นั่นคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น จนหลายคนเริ่มเกิดคำถามสำคัญว่าในสภาวะสงครามแบบนี้ ดัชนี “S&P500 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?” หรือเราควรจะถอยออกมาตั้งหลักก่อนดี?

วันนี้เราจะมาเจาะลึกมุมมองแบบนักลง VI (Value Investor) เพื่อรับมือกับความผันผวนครั้งนี้กันครับ


ตลาดหุ้นขับเคลื่อนด้วย “ความคาดหวัง” ไม่ใช่แค่ความกลัว

หากย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ข่าวสงครามเริ่มปะทุ เราจะเห็นว่าดัชนี S&P 500 และตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทั้งที่ในตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่ได้ขยับตัวขึ้นสูงอย่างที่หลายคนกังวลด้วยซ้ำ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? คำตอบคือ ตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นหรือลงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การคาดการณ์” ล่วงหน้าครับ กลุ่มเงินทุนอัจฉริยะหรือ Smart Money เขาทราบดีว่าพื้นที่ความขัดแย้งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ คือจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก หากเกิดปัญหา ย่อมนำไปสู่ภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงขึ้น

ดังนั้น ตลาดจึงทำการ “Price in” หรือปรับตัวลงเพื่อสะท้อนผลกระทบเชิงลบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว และเมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลายลงในเดือนเมษายน เราจึงเห็นดัชนี S&P 500 เริ่มฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้อีกครั้งนั่นเอง

มนุษย์ และธุรกิจย่อมมีทางออกเสมอ (The Show Must Go On)

เมื่อเกิดวิกฤต สิ่งหนึ่งที่เราเห็นเสมอคือการปรับตัวของมนุษย์ครับ เมื่อสงครามทำให้น้ำมันแพงขึ้น ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจไม่ได้อยู่นิ่งเฉย

  • ผู้บริโภค: หันไปประหยัดค่าใช้จ่าย ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น
  • ภาคธุรกิจ: พยายามลดต้นทุน เช่น การเปลี่ยนกองทัพรถรับส่งพนักงานเป็นรถ EV เพื่อลดภาระค่าเชื้อเพลิงในระยะยาว

ในระยะสั้น คำถามที่ว่า “S&P500 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?” อาจจะดูน่ากังวลเพราะได้รับผลกระทบทางลบ แต่ในระยะยาว ธุรกิจที่แข็งแกร่งจะสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้เสมอ สุดท้ายเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติและเดินหน้าต่อไปได้ครับ

กฎ 80/20 และจังหวะทองของการลงทุน

ในโลกการเงินมี “กฎ 80/20” ที่มักจะใช้ได้ผลเสมอ นั่นคือคนส่วนน้อย 20% มักครอบครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ 80% มักทำตามๆ กัน เมื่อตลาดหุ้นดิ่งลง คนส่วนใหญ่มักตื่นตระหนกและแห่ขายหุ้นทิ้ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยให้หลักการง่ายๆ ไว้ว่า “จงกล้าเมื่อคนอื่นกลัว และจงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า” หากเราทำตามคนส่วนใหญ่ ผลลัพธ์ของเราย่อมได้แค่ค่าเฉลี่ยหรืออาจจะขาดทุน ดังนั้นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหวาดกลัวนี่แหละ คือ Timing หรือจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน VI ในการเข้าสะสมหุ้นดีราคาถูก

กลยุทธ์ที่แท้จริงของนักลงทุน VI

เมื่อมีสงคราม หลายคนอาจจะคิดถึงการย้ายเงินไปถือเงินสดหรือทองคำ แต่ในมุมมองของนักลงทุน VI มักจะเลือก ถือหุ้น 100% ในพอร์ตเสมอ โดยไม่สลับสินทรัพย์ไปมาตามสถานการณ์

หัวใจสำคัญคือการเลือก “ประเภทหุ้น” ที่เราถือ:

  • สินค้าจำเป็น: ไม่ว่าน้ำมันจะแพงหรือมีสงคราม คนยังต้องกินต้องใช้
  • Domestic Play: เน้นธุรกิจที่ขายในประเทศเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
  • ต้นทุนไม่ผันผวน: ธุรกิจที่มีโครงสร้างต้นทุนคงที่ ไม่แปรผันตามราคาน้ำมันโลก

ธุรกิจกลุ่มนี้จะยังคงเติบโต และสร้างกำไรได้เสมอ ไม่ว่าสภาวะภายนอกจะเป็นอย่างไร


บทสรุป

ความผันผวนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางในโลกการลงทุนครับ หากคุณมีความเข้าใจในความได้เปรียบทางธุรกิจ วางกลยุทธ์มาอย่างรอบคอบ และยึดมั่นในหลักการแบบนักลงทุน VI คุณจะเห็นว่าท่ามกลางวิกฤตคือโอกาสเสมอ

สำหรับคำถามที่ว่า “S&P500 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?” คำตอบไม่ได้อยู่ที่กราฟ แต่อยู่ที่วิสัยทัศน์และความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจที่คุณเลือกลงทุนครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนและผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam