Notifications
Clear all

Indicatorที่ใช้ตัดสินใจล้างพอร์ทหุ้นก่อนเกิดCOVID


(@chanin)
Active Member
Joined: 3 weeks ago
Posts: 4
Topic starter  

สวัสดีครับ อาจารย์

สอบถามครับว่า ก่อนเกิดCovid2019 นั้นอาจารย์ใช้Indicator หรือเครื่องมืออะไร ถึงสามารถนำมาใช้ตัดสินใจล้างพอร์ทหุ้นได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Covid2019 ครับ เนื่องจากผมไปย้อนดูEP16 หุ้นSabina part4 อาจารย์ได้กล่าวว่ามีการขายSabinaไปที่ราคา25-26 บาท ต้นทุน20บาท โดยสาเหตุที่ขายเพราะเจอIndicatorตัวนึง จึงตัดสินใจล้างพอร์ทไปก่อนเกิดวิกฤติCOVIDครับ

ขอบคุณครับ


   
Quote
(@prapas-b88)
Noble Member Admin
Joined: 5 years ago
Posts: 1882
 

Posted by: @chanin

สวัสดีครับ อาจารย์

สอบถามครับว่า ก่อนเกิดCovid2019 นั้นอาจารย์ใช้Indicator หรือเครื่องมืออะไร ถึงสามารถนำมาใช้ตัดสินใจล้างพอร์ทหุ้นได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Covid2019 ครับ เนื่องจากผมไปย้อนดูEP16 หุ้นSabina part4 อาจารย์ได้กล่าวว่ามีการขายSabinaไปที่ราคา25-26 บาท ต้นทุน20บาท โดยสาเหตุที่ขายเพราะเจอIndicatorตัวนึง จึงตัดสินใจล้างพอร์ทไปก่อนเกิดวิกฤติCOVIDครับ

ขอบคุณครับ

Inverted Yield Curve ครับ ซึ่งก่อนหน้านั้น Indicator ตัวนี้เกิดขึ้น 7 ครั้ง และ 5 ครั้ง เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมาครับ

เล่าคร่าวๆนะครับว่ามันคืออะไร

มันคือการนำผลตอบแทน Bond Yield แต่ละช่วงอายุมา Plot graph ครับ และปกติมันจะมีกราฟเพิ่มขึ้น

เพราะ Bond Yield ปีน้อยๆอย่าง 2 ปี ย่อมมี Yield ต่ำกว่า ปีนานๆ ภาพคล้ายๆฝากประจำ สั้นๆ ดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าฝากประจำนานๆนั่นแหละครับภาพเดียวกัน

ทีนี้ภาพที่มันผิดปกติคือ Bond Yield ระยะสั้น ดันมี Yield สูงขึ้น และ Bond Yield ระยะยาว ดันมี Yield ต่ำลง 

กราฟเลยเกิดภาพกลับหัวกันคือ จากสูงแล้วลงลงเรื่อยๆ เลยเรียกว่า Inverted Yield Curve

 

หรือในอีก 1 Indicator มันคือการเอาผลตอบแทนของ Bond Yield 10 Year - 2 Year ครับ เรียกว่า 2-10 Spread 

ซึ่งปกติเนี่ย ผลตอบแทนระยะยาว ย่อมสูงกว่าระยะสั้น ถูกไหมครับ ดังนั้น 2-10 Spread จึงเป็นค่าบวกตลอด

แต่ Inverted เนี่ย เป็นสภาวะที่ 2-10 Spread มันติดลบครับ

 

ทีนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง

หลักๆเนี่ย Bond Yield ระยะสั้นเนี่ย จะถูกแบงก์ชาติ USA หรือ FED เป็นคนกำหนดเพราะเพิ่งจะออก Bond มาขาย

ทีนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่ FED มองเห็นว่าเงินเฟ้อรุนแรงเลยต้องขึ้นดอกเบี้ยสูง ทำให้ Bond Yield ระยะสั้นเลยพุ่งสูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน ตลาดเชื่อว่าการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดกั้นเงินเฟ้อจะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา หรือวิเกฤติเศรษฐกิจนั่นแหละครับ ทำให้นักลงทุนแห่ไปซื้อ Bond ระยะยาวแทนที่จะซื้อ Bond ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าซะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุให้ Bond ระยะยาวผลตอบแทนต่ำลงแล้วทำให้เกิด Inverted Yield Curve หรือ 2-10 Spread ติดลบนั่นเองครับ

 

นั่นแปลว่ามันเกิดขึ้นเพราะนักลงทุน นักการเงินกังวลว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจครับ จึงทำให้เกิด Inverted Yield Curve

 

จึงเป็นผลลัพธ์ว่าเมื่อเกิด Inverted Yield Curve ในอดีต 7 ครั้งนั้น เกิดวิกฤติจริงๆถึง 5 ครั้งเลย

 

มันเลยเป็น Indicator ที่นักลงทุนทั้งโลกให้ความสำคัญครับ ว่ามันอันตราย เราควรพักเงิน หรือ Risk-off มากกว่า Risk-on

ดังนั้นอยากให้เข้าใจมากกว่าท่องจำนะครับ ว่ามันเกิดเพราะอะไรมากกว่า

เพราะหลังจากปี 2019 มันเกิดขึ้นอีกนะ ในปี 2022-2023 เนี่ย 2-10 Spread ติดลบยาว 2 ปีเลย ตอนที่เงินเฟ้อ USA สูงหนักมากๆน่าจะพอจำได้ แล้ว FED ก็ขึ้นดอกเบี้ยแรงมาก ก็เป็นที่มาว่าทำไม Bond ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง แล้วตลาดกังวลเศรษฐกิจพัง Bond ระยะยาวดอกเลยต่ำกว่า

ที่น่าสนใจคือหลังจากนั้นก็ไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนะ เพราะเมกาทำ QE อัดเงินเข้ามาในระบบพอเศรษฐกิจมีปัญหาก็อัดเงินเข้ามามหาศาลวิกฤติก็เลยไม่เกิด หรือแปลง่ายๆว่า Inverted yield curve ก็เลยโดนแทรกแซง โดนทำลายด้วย QE นั่นเอง

แปลอีกอย่างนึงว่า Inverted Yield Curve อาจจะไม่ขลังเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะโดนแทรกแซงได้ด้วยการพิมพ์เงินออกมาอัดนั่นเอง (อัดด้วยการซื้อหุ้นๆก็เลยไม่ลง)

ปล.อัพรูปให้ดู

This post was modified 7 hours ago by Prapas Boonchuen

   
ReplyQuote
(@chanin)
Active Member
Joined: 3 weeks ago
Posts: 4
Topic starter  

@prapas-b88 

ขอบคุณครับ

ดังนั้นFedสามารถใช้การอัดQEไปตลอดทุกๆครั้งได้ไหมครับ ถ้าหากสังเกตเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังจะแย่เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตครับ

และหากทำQEไปเรื่อยๆทุกครั้ง ในระยะยาวมันมีโอกาสส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจUS และต่อโลกได้บ้างครับ มีโอกาสจะทำให่USเสียอำนาจ และจีนหรือประเทศอื่นขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจได้แทนUSหรือไม่ครับ


   
ReplyQuote
Share:
Protected by CleanTalk Anti-Spam