สวัสดีครับ อาจารย์
สอบถามครับว่า ก่อนเกิดCovid2019 นั้นอาจารย์ใช้Indicator หรือเครื่องมืออะไร ถึงสามารถนำมาใช้ตัดสินใจล้างพอร์ทหุ้นได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Covid2019 ครับ เนื่องจากผมไปย้อนดูEP16 หุ้นSabina part4 อาจารย์ได้กล่าวว่ามีการขายSabinaไปที่ราคา25-26 บาท ต้นทุน20บาท โดยสาเหตุที่ขายเพราะเจอIndicatorตัวนึง จึงตัดสินใจล้างพอร์ทไปก่อนเกิดวิกฤติCOVIDครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
สอบถามครับว่า ก่อนเกิดCovid2019 นั้นอาจารย์ใช้Indicator หรือเครื่องมืออะไร ถึงสามารถนำมาใช้ตัดสินใจล้างพอร์ทหุ้นได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Covid2019 ครับ เนื่องจากผมไปย้อนดูEP16 หุ้นSabina part4 อาจารย์ได้กล่าวว่ามีการขายSabinaไปที่ราคา25-26 บาท ต้นทุน20บาท โดยสาเหตุที่ขายเพราะเจอIndicatorตัวนึง จึงตัดสินใจล้างพอร์ทไปก่อนเกิดวิกฤติCOVIDครับ
ขอบคุณครับ
Inverted Yield Curve ครับ ซึ่งก่อนหน้านั้น Indicator ตัวนี้เกิดขึ้น 7 ครั้ง และ 5 ครั้ง เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมาครับ
เล่าคร่าวๆนะครับว่ามันคืออะไร
มันคือการนำผลตอบแทน Bond Yield แต่ละช่วงอายุมา Plot graph ครับ และปกติมันจะมีกราฟเพิ่มขึ้น
เพราะ Bond Yield ปีน้อยๆอย่าง 2 ปี ย่อมมี Yield ต่ำกว่า ปีนานๆ ภาพคล้ายๆฝากประจำ สั้นๆ ดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าฝากประจำนานๆนั่นแหละครับภาพเดียวกัน
ทีนี้ภาพที่มันผิดปกติคือ Bond Yield ระยะสั้น ดันมี Yield สูงขึ้น และ Bond Yield ระยะยาว ดันมี Yield ต่ำลง
กราฟเลยเกิดภาพกลับหัวกันคือ จากสูงแล้วลงลงเรื่อยๆ เลยเรียกว่า Inverted Yield Curve
หรือในอีก 1 Indicator มันคือการเอาผลตอบแทนของ Bond Yield 10 Year - 2 Year ครับ เรียกว่า 2-10 Spread
ซึ่งปกติเนี่ย ผลตอบแทนระยะยาว ย่อมสูงกว่าระยะสั้น ถูกไหมครับ ดังนั้น 2-10 Spread จึงเป็นค่าบวกตลอด
แต่ Inverted เนี่ย เป็นสภาวะที่ 2-10 Spread มันติดลบครับ
ทีนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง
หลักๆเนี่ย Bond Yield ระยะสั้นเนี่ย จะถูกแบงก์ชาติ USA หรือ FED เป็นคนกำหนดเพราะเพิ่งจะออก Bond มาขาย
ทีนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่ FED มองเห็นว่าเงินเฟ้อรุนแรงเลยต้องขึ้นดอกเบี้ยสูง ทำให้ Bond Yield ระยะสั้นเลยพุ่งสูงขึ้น
ในขณะเดียวกัน ตลาดเชื่อว่าการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดกั้นเงินเฟ้อจะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา หรือวิเกฤติเศรษฐกิจนั่นแหละครับ ทำให้นักลงทุนแห่ไปซื้อ Bond ระยะยาวแทนที่จะซื้อ Bond ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าซะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุให้ Bond ระยะยาวผลตอบแทนต่ำลงแล้วทำให้เกิด Inverted Yield Curve หรือ 2-10 Spread ติดลบนั่นเองครับ
นั่นแปลว่ามันเกิดขึ้นเพราะนักลงทุน นักการเงินกังวลว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจครับ จึงทำให้เกิด Inverted Yield Curve
จึงเป็นผลลัพธ์ว่าเมื่อเกิด Inverted Yield Curve ในอดีต 7 ครั้งนั้น เกิดวิกฤติจริงๆถึง 5 ครั้งเลย
มันเลยเป็น Indicator ที่นักลงทุนทั้งโลกให้ความสำคัญครับ ว่ามันอันตราย เราควรพักเงิน หรือ Risk-off มากกว่า Risk-on
ดังนั้นอยากให้เข้าใจมากกว่าท่องจำนะครับ ว่ามันเกิดเพราะอะไรมากกว่า
เพราะหลังจากปี 2019 มันเกิดขึ้นอีกนะ ในปี 2022-2023 เนี่ย 2-10 Spread ติดลบยาว 2 ปีเลย ตอนที่เงินเฟ้อ USA สูงหนักมากๆน่าจะพอจำได้ แล้ว FED ก็ขึ้นดอกเบี้ยแรงมาก ก็เป็นที่มาว่าทำไม Bond ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง แล้วตลาดกังวลเศรษฐกิจพัง Bond ระยะยาวดอกเลยต่ำกว่า
ที่น่าสนใจคือหลังจากนั้นก็ไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนะ เพราะเมกาทำ QE อัดเงินเข้ามาในระบบพอเศรษฐกิจมีปัญหาก็อัดเงินเข้ามามหาศาลวิกฤติก็เลยไม่เกิด หรือแปลง่ายๆว่า Inverted yield curve ก็เลยโดนแทรกแซง โดนทำลายด้วย QE นั่นเอง
แปลอีกอย่างนึงว่า Inverted Yield Curve อาจจะไม่ขลังเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะโดนแทรกแซงได้ด้วยการพิมพ์เงินออกมาอัดนั่นเอง (อัดด้วยการซื้อหุ้นๆก็เลยไม่ลง)
ปล.อัพรูปให้ดู
ขอบคุณครับ
ดังนั้นFedสามารถใช้การอัดQEไปตลอดทุกๆครั้งได้ไหมครับ ถ้าหากสังเกตเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังจะแย่เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตครับ
และหากทำQEไปเรื่อยๆทุกครั้ง ในระยะยาวมันมีโอกาสส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจUS และต่อโลกได้บ้างครับ มีโอกาสจะทำให่USเสียอำนาจ และจีนหรือประเทศอื่นขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจได้แทนUSหรือไม่ครับ