ทำไมราคาเดิม3.72 fwd P/E MOS ต่างกันภายในไม่กี่วัน คือจาก 7 เมย 18.19 27.2% พอ 12เมย 17.96 28.2%
แสดงว่าอาจารย์ให้ earning มากขึ้น เพราะช่วงหยุดสงกรานต์คนไปเหนือมากขึ้น และTNPจัดเช็ตสงกรานต์ ฯลฯ?
แต่ทำไม expected return กลับลดลงจาก 24.53% เป็น 21.14%
ช่วยคนขี้งงหน่อยนะคะ
ทำไมราคาเดิม3.72 fwd P/E MOS ต่างกันภายในไม่กี่วัน คือจาก 7 เมย 18.19 27.2% พอ 12เมย 17.96 28.2%
แสดงว่าอาจารย์ให้ earning มากขึ้น เพราะช่วงหยุดสงกรานต์คนไปเหนือมากขึ้น และTNPจัดเช็ตสงกรานต์ ฯลฯ?
แต่ทำไม expected return กลับลดลงจาก 24.53% เป็น 21.14%
ช่วยคนขี้งงหน่อยนะคะ
ยินดีจ้า
1. เรื่อง MOS เพิ่มขึ้น เพราะผมปรับประมาณการรายได้เพิ่มขึ้้น จาก 10% เป็น 12% ครับ สะท้อนว่าจริงๆแล้วผบห.ยังมีแผนในการขยายสาขาที่ดูมั่นใจดีอยู่ครับ คือประมาณ 5 สาขา เท่ากับเป็นการเติบโตขึ้นของสาขาประมาณ 12% พอดี และสอดคล้องกับเรื่อง SSSG ที่ส่วนตัวผมคิดว่าปีที่แล้ว ทั้งปี -15% น่าจะเป็นฐานต่ำทำให้ปีนี้ SSSG โตได้บ้างครับผม
2. เรื่อง Expected Return ผมมีการปรับตัวแปรจริงๆครับ คือเดิมผมจะใช้ตัวแปรเป็นสูตร RRI(n,(1-MOS),(1+G)^n) ใช่ไหมครับ ผมเปลี่ยนเป็นการทำ Financial Projection ล่วงหน้า 3 ปีแทน และคำนวณ Fair Price ทั้ง 3 ปี จากนั้น เปลี่ยนตัวแปรในสูตรเป็น RRI(3,P ปัจจุบัน, Fair Price ปี 2025) แทนครับ เพื่อให้ Expected Return สะท้อนตัวเลขที่ Realistic เพิ่มมากขึ้นครับผม ^ ^
ต้องขอโทษพี่ปุ๊ด้วยนะครับ โดยปกติผมก็จะเป็นแบบนี้มาตลอด 15 ปีเลยครับ
คือ ในไฟล์ Excel ของผมนั้น จะมีการปรับปรุงตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงไปตาม
ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ครับ
คือสิ่งนึงที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาคือ "นักลงทุนในตลาด" ครับ
ความรู้ ความสามารถ และมุมมองของนักลงทุนในตลาดเปลี่ยนแปลงไปมากเลยครับ
ผมเองก็ต้องปรับตัวตลอดเวลาเช่นกันครับ ต้องพยายามสังเกตว่า
นักลงทุนส่วนใหญ่เค้าคิดอย่างไร ตัดสินใจกันเพราะอะไรเป็นต้นครับ
พอเราเข้าใจมุมมองของตลาดมากขึ้น เราก็นำมาปรับวิธีการทำงานตลอดเช่นเดียวกันครับ 🙂
การทำ Valuation หลักๆมันอยู่ที่ "มุมมอง" ความเข้าใจธุรกิจ, อุตสาหกรรม, งบการเงิน รวมถึงความเชื่อมั่นใจผู้บริหารของเราด้วยครับ
ดังนั้น เมื่อ "มุมมอง" เปลี่ยน ตัวแปรก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยครับ 🙂
ซึ่งหมายความว่า
รายได้อาจจะเพิ่มขึ้นโดยที่กำไรสุทธิไม่ต้องเพิ่มขึ้นตามในกรณีนี้ใช่หรือเปล่าค่ะ
2 Expected return เปลี่ยนไปเพราะอาจารย์ใช้สูตรใหม่
ยังไม่เข้าใจสูตร ต้องไปค่อยๆแกะค่ะ
คือพอนักลงทุนส่วนใหญ่เค้าฉลาดขึ้นก็แปลว่าโอกาสที่เราจะได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นจะมีน้อยลงเพราะตลาดก็จะรอซื้อที่ราคาถูกมากๆกว่าเมื่อก่อน คนที่จะซื้อราคาให้สูงขึ้นไปก็จะมีน้อยลง หรือต้องผลประกอบการดีกว่านี้อีกมากๆถึงจะยอมซื้อที่ราคาสูงกว่านี้
ขอบคุณมากๆค่ะ
ขอถามเพิ่มเติมแบบคนไม่ค่อยเข้าใจอะไรง่ายง่ายอีกหน่อยค่ะ
1 อาจารย์บอกว่ามอสเพิ่มขึ้นเพราะปรับประมาณการรายได้เพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 12% สะท้อนการเติบโตของสาขาประมาณ 12% และสอดคล้องกับเรื่องSSSG ประเด็นนี้อ่านแล้วเข้าใจค่ะ
แต่ขอถามเพิ่มว่าอาจารย์ปรับประมาณการรายได้แต่ไม่ได้ปรับNP growth ซึ่งก็เป็น 12% มาตั้งแต่อย่างน้อยวันที่ 30 มีนาแล้ว
ซึ่งหมายความว่า
รายได้อาจจะเพิ่มขึ้นโดยที่กำไรสุทธิไม่ต้องเพิ่มขึ้นตามในกรณีนี้ใช่หรือเปล่าค่ะ2 Expected return เปลี่ยนไปเพราะอาจารย์ใช้สูตรใหม่
ยังไม่เข้าใจสูตร ต้องไปค่อยๆแกะค่ะแต่ก็ถ้าถามเป็นแบบนี้จะได้ไหมคะ
คือพอนักลงทุนส่วนใหญ่เค้าฉลาดขึ้นก็แปลว่าโอกาสที่เราจะได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นจะมีน้อยลงเพราะตลาดก็จะรอซื้อที่ราคาถูกมากๆกว่าเมื่อก่อน คนที่จะซื้อราคาให้สูงขึ้นไปก็จะมีน้อยลง หรือต้องผลประกอบการดีกว่านี้อีกมากๆถึงจะยอมซื้อที่ราคาสูงกว่านี้
หุ้นตัวอื่นทั้งหมดก็เหมือนกัน ใช่ไหมคะ
1. ที่ผมปรับจริงๆคือปี 2023 ปีเดียวครับ ใน 3 ปีข้างหน้าผมมีมุมมองเดิมครับ และที่สำคัญคือตลาดมอง 3 ปีข้างหน้าเป็นหลักครับพี่ปุ๊ ไม่ใช่ 1 ปีครับ ดังนั้น np growth ยึดการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีครับ ซึ่งพอเปลี่ยนแค่สมมุติฐานแค่ปีนี้ปีเดียวจึงไม่ได้มีผลต่อ 3 ปีมากนักครับ
2. ผมว่าในตลาดหุ้น ก็จะคล้ายๆการทำธุรกิจครับ คือเราต้องมองหา "ช่องว่าง" เพื่อยืนให้ได้ เช่น ทำธุรกิจก็ต้องมองหา "Market Gap" ช่องว่างตลาดที่มี Demand แต่ไม่มี Supply เป็นต้น
สำหรับหุ้นผมมองว่ามี 3 "ช่องว่าง" คือ
- Knowledge Gap ข้อนี้ผมคิดว่าหายไปเกือบหมดแล้ว ถ้าเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว แปลว่าคนส่วนใหญ่ก็มีความรู้ใกล้เคียงกันแล้วนั่นเอง หากินด้วยวิธีนี้ไม่ได้แล้ว
- Information Gap ก็คือเราต้องมีข้อมูลมากกว่าคนอื่นเท่านั้น จึงจะสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือค่าเฉลี่ย
- Time Gap ข้อนี้ยังเป็นสิ่งที่ง่ายอยู่ครับ คือ เราหาหุ้นถูก แต่อาจจะยังต้องใช้เวลาสักระยะ เพื่อจะมีกำไรกลับมาดีเหมือนเดิมได้ เช่น cpall, dohome, tnp แบบนี้เป็นต้นครับ