หลายคนมองแต่ความสำเร็จ แต่ Buffett มองอะไรในผู้บริหาร? | เกร็ดหุ้นมือใหม่
ไขความลับ Warren Buffett: 3 สิ่งที่ต้องมองหาใน “ผู้บริหาร” ก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ (และมือเก๋า) หลายคน เวลาวิเคราะห์หุ้นมักจะทุ่มเทเวลาไปกับการแกะงบการเงินหรือดูโมเดลธุรกิจเป็นหลัก แต่รู้หรือไม่ว่า “ผู้บริหาร” หรือเจ้าของกิจการนั้น มีความสำคัญยิ่งกว่าตัวโมเดลธุรกิจเสียอีก วันนี้เราจะพาไปดูหลักการคัดเลือกผู้บริหารสไตล์ปู่ Warren Buffett เพื่อให้คุณไม่พลาดท่าในการลงทุน
จากการถอดบทเรียนการลงทุน Warren Buffett ได้แนะนำให้มองหา 3 สิ่งสำคัญในตัวผู้บริหาร ได้แก่:
1. Intelligence (ความฉลาด): ความเฉลียวฉลาดทางธุรกิจ
2. Energy (พลังงาน): หรือสิ่งที่เรียกว่า Passion นั่นเอง เราต้องดูว่าผู้บริหารคนนั้นลงรายละเอียดในธุรกิจมากแค่ไหน กลยุทธ์ที่เขาเล่ามานั้นเจ๋งจริงและทำได้จริงหรือไม่
3. Integrity (ความซื่อสัตย์/ความโปร่งใส): ข้อนี้คือหัวใจสำคัญที่สุด
ทำไม “ความซื่อสัตย์” (Integrity) ถึงสำคัญที่สุด?
Buffett เคยกล่าวประโยคเด็ดไว้ว่า “If they don’t have the last one, don’t even bother with the first two” (ถ้าพวกเขาไม่มีข้อสุดท้าย [ความซื่อสัตย์] อย่าไปเสียเวลากับ 2 ข้อแรกเลย) นั่นหมายความว่า ต่อให้ผู้บริหารคนนั้นจะเก่งแค่ไหน (Intelligence) หรือมีไฟแรงแค่ไหน (Energy) แต่ถ้าขาดจริยธรรมและความโปร่งใส คุณสมบัติที่ดีเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายนักลงทุนได้ การเลือกผู้บริหารจึงต้องเน้นที่ความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง
เทคนิคดูคน: จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้บริหาร “ซื่อสัตย์” หรือไม่?
ต้องยอมรับว่าในบรรดา 3 ข้อนี้ Integrity ดูยากที่สุด และเป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนพลาดกันบ่อยที่สุด เพราะความฉลาดและความขยันนั้นเห็นได้ชัดจากประวัติการทำงานหรือการสัมภาษณ์ แต่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องภายในจิตใจ
อย่างไรก็ตาม มี “เทคนิคการสังเกต” ที่ช่วยคัดกรองความเสี่ยงได้ คือ:
• มองหาผู้บริหารสาย Conservative (ระมัดระวัง): ผู้บริหารที่ไม่ค่อย Aggressive หรือไม่ตั้งเป้าหมายเวอร์เกินจริง มักจะมีแนวโน้มโกงน้อยกว่า
• ระวังผู้บริหารสาย Aggressive (ดุดัน): คนที่มีแนวโน้มจะทุจริตมักจะมีความ Aggressive สูง เช่น การตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพื่อต้องการดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น
ข้อควรระวัง: การแยกแยะจุดนี้มีความท้าทาย เพราะหุ้นเติบโต (Growth Stock) ดีๆ ก็มักจะมีเป้าหมายที่ดุดันเช่นกัน ทำให้คุณสมบัติเหล่านี้มีความทับซ้อนกันอยู่ นักลงทุนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่าลืมปัจจัยภายนอก (External Factors)
เมื่อเราวิเคราะห์ปัจจัยภายในอย่างผู้บริหารจบแล้ว อย่าลืมวิเคราะห์ ปัจจัยภายนอก หรือ สภาวะอุตสาหกรรม ด้วย, การเข้าใจสภาวะตลาดมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเห็นทั้ง:
• Opportunity (โอกาส): ช่องทางในการเติบโตของธุรกิจ
• Obstacle (อุปสรรค): ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม
สรุป
การลงทุนหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การเลือกบริษัทที่มีกำไร แต่คือการเลือก “คน” ที่เราจะฝากเงินให้เขาบริหาร จำไว้เสมอว่าความเก่งสร้างกำไรได้ แต่ความซื่อสัตย์จะรักษาเงินต้นและกำไรนั้นให้อยู่กับเราตลอดไป

