Uncategorized

แนะนำ 3 หุ้นที่เป็น DEFENSIVE STOCK | Q&Aกล้วยๆ EP.1137

เจาะลึก 3 กลุ่มธุรกิจ DEFENSIVE STOCK แข็งแกร่งทนทาน มีอำนาจต่อรองสูง พร้อมรับมือทุกความผันผวน

ในสภาวะตลาดการลงทุนที่มีความผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมองหาหุ้นที่สามารถทนทานต่อทุกสภาพเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า DEFENSIVE STOCK ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและปลอดภัยให้กับพอร์ตการลงทุนครับ

โดยหัวใจหลักของการเลือกลงทุนใน DEFENSIVE STOCK นั้น คือการมองหาธุรกิจที่ขาย “สินค้าหรือบริการที่จำเป็น” ต่อการดำรงชีวิตของผู้คน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมี “อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power)” เพื่อส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้โดยไม่สูญเสียฐานลูกค้าไป

วันนี้เราจะมาเจาะลึก 3 กลุ่มธุรกิจที่เข้าข่ายการเป็น DEFENSIVE STOCK ชั้นดี พร้อมกับตัวอย่างธุรกิจที่น่าสนใจในตลาด ที่จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ

1. กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม (Mobile Operator)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตและข้อมูล (Data) ได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตมนุษย์เราไปเรียบร้อยแล้ว ความต้องการใช้งานที่ตัดไม่ได้นี้เองที่ทำให้หุ้นกลุ่ม Mobile Operator จัดเป็น DEFENSIVE STOCK อย่างแท้จริง

  • จุดเด่นที่น่าสนใจ: ผู้บริโภคมีการใช้งาน Data เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ไตรมาส แบบ Quarter on Quarter (QoQ) และยาวนานต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว สิ่งที่เป็นจุดสำคัญคือ เมื่อการใช้งานเข้าใกล้ขีดจำกัดของแพ็กเกจเดิมที่จำกัดปริมาณข้อมูล ผู้ใช้บริการก็มักจะยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่ออัปเกรดโปรโมชั่น ซึ่งจุดนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทมือถือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง
  • ตัวอย่างที่น่าสนใจ: หุ้นที่โดดเด่นอย่าง Advance (ADVANC) ซึ่งหากไปย้อนดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าราคาหุ้นแทบจะเป็นขาขึ้นอย่างเดียวเลยทีเดียว ด้านรายได้และกำไรก็เติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยล่าสุดมีการประกาศงบไตรมาส 1 พบว่ากำไรเติบโตสูงถึง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) สะท้อนความแข็งแกร่งได้อย่างชัดเจน

2. กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น (Consumer Staples)

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของกินของใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอีกหนึ่งกลุ่ม DEFENSIVE STOCK ที่ขาดไม่ได้ เพราะไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนเราก็ยังคงต้องกินต้องใช้และซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ดี

  • จุดเด่นที่น่าสนใจ: หุ้นในกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นมักจะเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นไม่แพงมากนัก มีค่า PE (Price to Earnings Ratio) อยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ
  • ตัวอย่างที่น่าสนใจ: หุ้นกลุ่มใหญ่อย่างกลุ่ม CP หรือหุ้นขนาดกลางที่น่าสนใจอย่าง TNP (ธนพิริยะ) ที่ปัจจุบันซื้อขายกันที่ระดับ PE ประมาณ 10-12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเลย นอกจากนี้ TNP ยังให้ปันผลราว 3.5-4% และมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน โดยล่าสุดได้เข้าโครงการ Jump Plus พร้อมตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีก 30 สาขาภายใน 3 ปี ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยถึง 12-15% ต่อปีเลยทีเดียว

3. กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare)

เรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วยและการดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจโรงพยาบาลจึงเป็น DEFENSIVE STOCK ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก และความน่าสนใจเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมาคือ ราคาหุ้นในกลุ่มนี้หลายตัวได้ปรับตัวลดลงมา ทำให้มีความน่าสนใจในแง่ของการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่ดึงดูดใจมากขึ้น

  • จุดเด่นที่น่าสนใจ: เป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นสูงมาก และโรงพยาบาลหลายแห่งยังมีพื้นที่ในการขยายการเติบโต (Growth Potential) ทั้งจากกลุ่มผู้ป่วยในประเทศและต่างชาติ
  • ตัวอย่างที่น่าสนใจ:
    • PR9 (โรงพยาบาลพระรามเก้า): ปัจจุบันเทรดที่ PE เพียง 15 เท่า แต่มีโอกาสเติบโตสูงมาก โดยปัจจุบันมีเตียงรองรับ 204 เตียง และสามารถขยาย Capacity เพิ่มได้เป็น 300 เตียง (เพิ่มขึ้นถึง 50%) นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางและกาตาร์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • BDMS และ BH (บำรุงราษฎร์): หุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ราคาเริ่มย่อตัวลงมาจนมีค่า PE ในระดับประมาณ 17-18 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ไม่แพงเกินไป

ทำไมถึงควรเน้นธุรกิจ B2C มากกว่า B2B/B2G?

นักลงทุนหลายคนอาจจะมองว่าธุรกิจสาธารณูปโภคอย่างเช่น “น้ำประปา” น่าจะเป็น DEFENSIVE STOCK ที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจลักษณะนี้มักจะขาด “การเติบโต” และขาด “อำนาจในการขึ้นราคา (Pricing Power)” เนื่องจากเป็นการทำธุรกิจแบบ B2G หรือ B2B (เช่น การผลิตเพื่อขายให้การประปานครหลวง) ซึ่งไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามใจชอบ

ในทางกลับกัน ธุรกิจแบบ B2C ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงอย่าง ศูนย์การค้า (ยกตัวอย่างเช่น CPN หรือ เซ็นทรัล) กลับมีความน่าสนใจมากกว่า แม้ในสภาวะวิกฤตอย่างช่วงโควิด-19 ที่ต้องปิดห้างและร้านค้าต่าง ๆ ขาดทุน แต่ CPN กลับยังสามารถทำกำไรได้ เนื่องจากมีอำนาจในการเก็บค่าเช่า

นอกจากนี้ การหมุนเวียนของร้านค้าที่เปิดใหม่และปิดตัวลง ยังช่วยสร้างความแปลกใหม่และความเคลื่อนไหว (Dynamic) คอยดึงดูดให้คนอยากมาเดินห้างอยู่เสมอ พร้อมทั้งมีการปรับตัวเพิ่มโซนกิจกรรมครอบครัว สนามเด็กเล่น ร้านหนังสือ และร้านอาหาร ทำให้ห้างสรรพสินค้ากลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนต้องไปใช้เวลาและจับจ่ายใช้สอยในที่สุด

สรุป

การจัดพอร์ตการลงทุนโดยมี DEFENSIVE STOCK ที่มีคุณสมบัติของการเป็นสินค้าจำเป็น มีความสามารถในการกำหนดราคา และมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวครับ!

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam