“หุ้นแมคโคร” ซื้อเยอะตอน 40 บาท ตอนนี้ขาดทุน 62% ทำยังไงคะ? | Q&Aกล้วยๆ EP.1087
ไขข้อข้องใจ ติดดอย หุ้นแมคโคร ขาดทุนกว่า 60% ควรทำอย่างไรต่อไปดี?
หลายคนอาจกำลังเจอปัญหาปวดใจจากการถือหุ้นที่เคยคิดว่าปลอดภัย แต่ราคากลับร่วงลงอย่างหนัก กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากนักลงทุนท่านหนึ่งคือการเข้าซื้อ หุ้นแมคโคร ที่ราคา 40 บาท แต่ปัจจุบันพอร์ตกลับติดลบหนักถึง 62% จนเกิดคำถามว่าจะจัดการกับพอร์ตของตัวเองอย่างไรดี
บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่ราคาหุ้นร่วงลงแรง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและข้อคิดในการลงทุนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
ทำไม หุ้นแมคโคร ถึงราคาปรับตัวลงแรง?
สาเหตุที่ทำให้ราคา หุ้นแมคโคร ปรับตัวลงมาลึกขนาดนี้ สามารถสรุปได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
- ราคาที่ซื้อแพงเกินไป (Valuation): ในอดีตหุ้นกลุ่ม CP รวมถึงแมคโครเคยเทรดกันที่ค่า P/E สูงถึง 30 เท่า แต่ต่อมาตลาดได้มีการปรับลดมูลค่าความน่าสนใจ (Derate P/E) ของหุ้นทั้งตลาดลง ทำให้ P/E ลดลงมาเหลือเพียง 10 กว่าเท่า ราคาหุ้นจึงปรับตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- การเติบโตชะลอตัว: ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้สูงเท่ากับในอดีตอีกต่อไปแล้ว
- ความกังวลเรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance): นักลงทุนส่วนหนึ่งมีความกังวลจากกรณีที่บริษัทเข้าไปซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่าง Forester ที่บางนาในราคาที่สูง ทำให้ตลาดเกิดความคาดเดาและกังวลว่านี่อาจเป็นการนำเงินบริษัทไปอุ้มกิจการของคนในครอบครัวเจ้าสัวหรือไม่
ขาดทุนหนักขนาดนี้ ควรจัดการกับ หุ้นแมคโคร อย่างไรต่อ?
หลักการสำคัญในการแก้พอร์ตคือ “อดีตไม่สำคัญเท่าปัจจุบันและอนาคต” ไม่ว่าคุณจะขาดทุนไปเท่าไหร่ สิ่งที่ต้องโฟกัสคือตอนนี้คุณจะวางแผนต่อไปอย่างไร โดยมีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังนี้:
- ทบทวนจุดประสงค์การลงทุน: ย้อนถามตัวเองว่าเหตุผลที่ซื้อ หุ้นแมคโคร ตั้งแต่แรกคืออะไร เพราะหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ทั้งหุ้นปันผลสูงและไม่ใช่หุ้นโตเร็ว หากคุณซื้อเพราะมองว่ามันคือ “หุ้นแข็งแกร่ง” ปัจจุบันกิจการก็ยังถือว่าตอบโจทย์ความแข็งแกร่งนั้นอยู่
- ประเมินความเชื่อมั่น: คุณยังกังวลว่าในอนาคตบริษัทจะมีการนำเงินไปอุ้มกิจการอื่นอีกหรือไม่ หากมีความกังวลในจุดนี้ การพิจารณาสวิตช์ (Switch) ไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ทางเลือกในการ “เอาทุนคืน”
การขาดทุนไป 60% นั้น หากต้องการให้พอร์ตกลับมาเท่าทุน คุณจะต้องทำกำไรให้ได้ถึง 120% ซึ่งมีทางเลือกในการเอาคืน 2 แนวทางหลักๆ คือ:
| แนวทาง | ระยะเวลาโดยประมาณ | ความเสี่ยง |
| เอาคืนด้วยหุ้นแข็งแกร่ง (เช่น ถือ หุ้นแมคโคร ต่อไป) | 7 – 10 ปี | ต่ำกว่า แต่ใช้เวลานาน |
| เอาคืนด้วยหุ้นโตเร็ว (เปลี่ยนตัวเล่นใหม่) | 3 – 5 ปี | สูงกว่า แต่ร่นระยะเวลาได้ |
อย่าซื้อหุ้นรายตัวเพียงเพราะอยาก “ชนะเงินเฟ้อ”
หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า แค่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหรือเอาชนะเงินเฟ้อได้ก็พอใจแล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตรายมาก เพราะการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก
หากต้องการผลตอบแทนที่ปลอดภัยระดับชนะเงินเฟ้อ การซื้อพันธบัตรรัฐบาล (ผลตอบแทนประมาณ 2%) หรือตราสารหนี้ระดับ Investment Grade (ผลตอบแทนประมาณ 3-4%) ก็เพียงพอและไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงแล้ว
สรุป: หากคุณตัดสินใจที่จะเสี่ยงลงทุนในตลาดหุ้น หรือแม้กระทั่งการเลือกถือ หุ้นแมคโคร ต่อไป คุณควรคาดหวังผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง โดยควรมีเป้าหมายผลตอบแทนตั้งแต่ 10% ขึ้นไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เป้าหมายการลงทุนต้องชัดเจน” ตัดเสียงรบกวน (Noise) รอบข้างออกไป และโฟกัสกับแผนการลงทุนของตนเองให้ดีที่สุดครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

