Uncategorized

รีวิวงบกลุ่ม Bank หุ้นไหนเหมาะถือเอา “ปันผล” | EP.175

https://youtu.be/wDWYLrKpv2g

เจาะลึกงบการเงิน: หุ้นกลุ่มธนาคาร ตัวไหนเหมาะกับการถือยาวเพื่อกิน “ปันผล”

เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงินของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นกลุ่มธนาคาร มักจะเป็นหุ้นกลุ่มแรกเสมอที่ทยอยประกาศผลประกอบการออกมาให้เหล่านักลงทุนได้เห็นทิศทางกันก่อนใคร โดยปกติจประกาศภายใน 45 วันหลังจากสิ้นไตรมาส หลายคนมักจะตั้งคำถาม และมองหาโอกาสว่า ในบรรดาหุ้นแบงก์เหล่านี้ มีตัวไหนบ้างที่เหมาะกับการซื้อถือยาวเพื่อหวังเงินปันผล (Passive Income)

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกโมเดลธุรกิจ และวัฏจักรของหุ้นกลุ่มนี้ เพื่อไขข้อข้องใจว่ามันเหมาะกับสายปันผลจริงหรือไม่

ทำความรู้จักหุ้นกลุ่มธนาคาร

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจใน หุ้นกลุ่มธนาคาร ออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่:

  1. Pure Bank (แบงก์แท้): คือธนาคารที่มีธุรกิจหลักเป็นการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อเป็นหลัก สินเชื่อหลักๆ มักจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate Loan), สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อยอย่างสินเชื่อบ้าน
    • ตัวอย่าง: ธนาคารขนาดใหญ่ เช่น BBL, SCB, KBANK, และ KTB
  2. แบงก์กลายพันธุ์ (Mutant Bank): มักจะเป็นธนาคารขนาดเล็กถึงกลาง ที่มีพอร์ตการปล่อยสินเชื่อหลัก (Core Bank) ไม่ได้ใหญ่มากนัก (ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท) แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ การสร้างหน่วยธุรกิจที่เป็น “Non-Bank” ขึ้นมาตีคู่กันอย่างแข็งแกร่งจนมีสัดส่วนรายได้เป็นกอบเป็นกำ (บางครั้งอาจถึงครึ่งหนึ่งของรายได้รวม)
    • ธุรกิจ Non-Bank: สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, จำนำทะเบียนรถ, บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด
    • ตัวอย่าง: TISCO และ TCAP ซึ่งมีรากฐานมาจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่แบงก์มาก่อน และสามารถรอดพ้นวิกฤตปี 2540 มาได้

พลังของ “Natural Hedging” ในแบงก์กลายพันธุ์

ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลกระทบอย่างมากต่อ หุ้นกลุ่มธนาคาร ในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง (หรือทรงตัวในระดับต่ำ) จะส่งผลกระทบที่แตกต่างกันใน 2 กลุ่มนี้:

  • ผลกระทบต่อ Pure Bank: สินเชื่อหลักมักจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลดลง ธนาคารก็ต้องลดดอกเบี้ยรับลงตามไปด้วย ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ผลกระทบต่อ Non-Bank: ธุรกิจอย่างเช่าซื้อรถยนต์มักจะคิดอัตราดอกเบี้ยรับแบบคงที่ (Fix Rate) ที่ค่อนข้างสูง (เช่น 10-20% ต่อปี) แต่มีดอกเบี้ยจ่าย (ต้นทุน) เป็นแบบลอยตัว เมื่อดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนของพวกเขาจึงถูกลง ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้น

ดังนั้น แบงก์กลายพันธุ์ที่มีทั้งธุรกิจธนาคารและ Non-Bank อยู่ในตัว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Natural Hedging” หรือการชดเชยความเสี่ยงกันเอง เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาลง รายได้ฝั่งแบงก์อาจจะลด แต่ฝั่ง Non-Bank จะได้กำไรมาชดเชย ทำให้กำไรสุทธิรวมยังสามารถเติบโตต่อไปได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนมักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า หุ้นอย่าง TISCO และ TCAP มีความเหมาะสมในการเป็นหุ้นปันผล เพราะผลประกอบการมีความแกว่งตัวตามวัฏจักรต่ำกว่าแบงก์ปกตินั่นเอง

เจาะลึกงบแบงก์ใหญ่: การดิ้นรน และการปรับตัว

ธนาคารกลยุทธ์และการปรับตัวผลกระทบช่วงดอกเบี้ยขาลง
BBL (ธนาคารกรุงเทพ)เป็น Pure Bank ขนานแท้ เน้นลูกค้ารายใหญ่ (Corporate) ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงกับสาขาหรือแอปพลิเคชันที่ลูกค้าองค์กรไม่ได้เน้นใช้งานรายได้ดอกเบี้ยสุทธิหดตัวลงอย่างหนัก ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2/2569 ลดลงเกือบ 20% (YoY)
KTB (ธนาคารกรุงไทย)มีพอร์ต Non-Bank ขนาดใหญ่อย่างบัตรเครดิต KTC และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากแอปของรัฐ (เป๋าตัง/คนละครึ่ง) เข้ามาชดเชยแม้รายได้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่มีตัวช่วยพยุงชั้นดี ทำให้กำไรโดยรวมยังสามารถเติบโตได้
KBANK (ธนาคารกสิกรไทย)รุกตลาดลูกค้ามั่งคั่งสูง (High Net Worth / Wisdom) เน้นนำเสนอบริการ Private Banking และการลงทุนที่ซับซ้อนรายได้ฝั่งดอกเบี้ยลดลงหลายพันล้านบาท แต่ “รายได้ค่าธรรมเนียมที่มิใช่ดอกเบี้ย” เติบโตมหาศาลจนกลบส่วนที่หายไปได้มิด

หุ้นกลุ่มธนาคาร เหมาะกับสายปันผลจริงๆ หรือ?

แม้ว่าแบงก์กลายพันธุ์จะมีการชดเชยความเสี่ยงได้ดี หรือแบงก์ใหญ่บางแห่งจะปรับตัวหารายได้ค่าธรรมเนียมเก่งแค่ไหน แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของธุรกิจนี้คือ “ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL)”

หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนและธุรกิจ หุ้นกลุ่มธนาคาร ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่นในช่วงวิกฤตโควิด-19:

  • ราคาหุ้น KBANK ร่วงลงจาก 240 บาท เหลือเพียง 70 บาท (ลดลงถึง 70%)
  • แม้แต่แบงก์กลายพันธุ์อย่าง TISCO ก็ยังร่วงลงราวๆ 40%

ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลที่ต้องลดลงตามกำไรที่หายไป ในขณะที่หากเทียบกับหุ้นปันผล หรือหุ้น Defensive ของแท้ (เช่น ADVANC หรือ TTW) ราคาช่วงวิกฤตโควิดกลับลดลงเพียงแค่ 20% เท่านั้น และยังสามารถจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน

การซื้อ หุ้นกลุ่มธนาคาร เพื่อหวังพึ่งพาเป็น Passive Income เลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยแนะนำนัก เพราะหากเจอวิกฤตจนปันผลลดลงครึ่งหนึ่ง อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตได้

กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มนี้มากกว่าคือการมองเป็น “หุ้นวัฏจักร (Cyclical)”:

  • จังหวะเข้าซื้อ: พิจารณาซื้อเมื่อมูลค่าของหุ้นอยู่ในจุดต่ำสุดของรอบ (เช่น ซื้อเมื่อ P/BV ต่ำกว่า 0.4 – 0.5 เท่า)
  • จังหวะทำกำไร: พิจารณาขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นไปสะท้อนมูลค่าจนตึงตัว (เช่น P/BV ใกล้แตะ 1 เท่า)

การเข้าใจธรรมชาติของหุ้นแต่ละประเภท จะช่วยให้เราวางแผนการลงทุนได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam