หุ้น COCOCO ราคาลงมาต่อเนื่องเพราะ? มีโอกาสกลับไป 12 บาทไหมครับ? | Q&A กล้วยๆ EP.1162
หลายคนคงมีคำถามในใจและกำลังจับตามองว่า ทำไมราคาหุ้น COCOCO ถึงได้ปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยถูกประเมินให้เป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีอนาคตสดใสมากๆ และคำถามสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ที่สุดคือ หุ้นตัวนี้จะมีโอกาสกลับไปยืนที่ราคา 12 บาทได้อีกหรือไม่? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกหาสาเหตุที่แท้จริงกันครับ
รู้จักธุรกิจหลัก และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของ COCOCO
ก่อนที่จะไปวิเคราะห์ราคาหุ้น เราต้องเข้าใจโครงสร้างธุรกิจของ COCOCO เสียก่อน โดยสินค้าส่งออกหลักของบริษัทมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ “น้ำกะทิ” และ “น้ำมะพร้าวใส”
ในอดีตนั้น “น้ำกะทิ” ถือเป็นแหล่งรายได้หลัก (Core Engine) ของบริษัท โดยเน้นส่งออกไปยังตลาดอเมริกาและยุโรป ซึ่งสามารถสร้างรายได้สม่ำเสมอถึงประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะเดียวกัน “น้ำมะพร้าว” ก็ถูกวางบทบาทให้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (Growth Engine) โดยมุ่งเจาะตลาดประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งธุรกิจนี้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก จนในปัจจุบันรายได้จากน้ำมะพร้าวได้ขยายตัวและกลายมาเป็นธุรกิจหลักแทนที่น้ำกะทิไปเรียบร้อยแล้ว
สาเหตุระลอกแรก: วิกฤตต้นทุนพุ่งจากภัยแล้งเอลนีโญ
สาเหตุแรกที่ทำให้ราคาหุ้น COCOCO ปรับตัวลง เกิดขึ้นเมื่อประมาณปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ภัยแล้งที่รุนแรงทำให้ต้นมะพร้าวขาดน้ำ ผลผลิตมะพร้าวจึงออกมาสู่ตลาดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “ราคามะพร้าว” ซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบหลักของบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อต้นทุนสูงขึ้นแต่ราคาขายสินค้ายังคงเท่าเดิม อัตรากำไร (Margin) จึงบางลง ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงตามไปด้วยนั่นเอง
สาเหตุระลอกสอง: ตลาดจีนเริ่มอิ่มตัว และการแข่งขันที่ดุเดือด (Red Ocean)
ปัจจัยกดดันระลอกที่สองมาจากการชะลอตัวของเทรนด์น้ำมะพร้าวในประเทศจีน ย้อนกลับไปช่วงโควิด-19 น้ำมะพร้าวได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในจีนจากกระแสรักสุขภาพ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารอาหารและเกลือแร่ (Electrolytes) (สมัยก่อนชาวจีนที่มาไทยมักจะซื้อ “น้ำกะทิ” ไปดื่มเพราะเข้าใจว่าเป็นสินค้านมทดแทนหรือ Plant-based milk แต่เมื่อมารู้จักน้ำมะพร้าวใสก็หันมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย)
อย่างไรก็ตาม ตลาดที่เคยเป็นน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) ที่มีคู่แข่งน้อยและกำไรดี ได้เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) ปัจจุบันมีคู่แข่งหน้าใหม่ตบเท้าเข้ามาในตลาดมากมาย ทำให้ตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว (Saturate)
ด้วยความที่สินค้าประเภทเครื่องดื่มจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) หรือกึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ ต้นทุนในการเปลี่ยนแบรนด์ของลูกค้า (Switching Cost) จึงต่ำมาก หากมีคู่แข่งรายใหม่ที่สามารถทำรสชาติได้เหมือนกันแต่ดัมพ์ราคาให้ถูกกว่าเพียง 10% ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่นได้ทันที เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ยอดขายของบริษัทจึงอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย (Target) ที่คาดหวังไว้แต่แรก
ตลาดหุ้นสะท้อน “อนาคต” ไม่ใช่อดีต
สัจธรรมของการลงทุนคือ ตลาดหุ้นเปรียบเสมือนการขับรถที่นักลงทุนต้องมอง “กระจกหน้ารถ” เพื่อดูอนาคต มากกว่าการมองกระจกหลังที่สะท้อนเพียงอดีตที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่ตลาดหรือกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (Smart Money) ประเมิน COCOCO ในตอนนี้คือ ภาพอนาคตที่ธุรกิจอาจจะไม่ได้เติบโตสูงปรี๊ดเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อความคาดหวังในอนาคตลดลง ราคาหุ้นจึงต้องปรับตัวลงเพื่อสะท้อนความจริงในข้อนี้นั่นเอง
สรุป
สำหรับคำถามยอดฮิตที่ว่าราคาหุ้น COCOCO จะมีโอกาสกลับไปยืนที่ 12 บาทได้หรือไม่? คำตอบคือ “เป็นไปได้” หากบริษัทสามารถสร้างการเติบโตก้าวกระโดดรอบใหม่ให้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง
แต่มันก็ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก เพราะตลาดน้ำกะทิเองก็ดูจะถึงจุดอิ่มตัวมานานแล้ว ในขณะที่ตลาดน้ำมะพร้าวก็กระโดดเข้าสู่สภาวะ Red Ocean อย่างเต็มตัว ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่ลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งที่ทำราคาได้ถูกกว่าอย่างง่ายดาย ธุรกิจของ COCOCO จึงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการสร้างความโดดเด่น และทวงคืนการเติบโตให้กลับมาผงาดได้อีกครั้ง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

