อยากทราบมุมมองหุ้น DOHOME ระยะ 3 10 ปี | Q&Aกล้วยๆ EP.1113
วิเคราะห์มุมมองหุ้น DOHOME ระยะสั้นและแผนเติบโตระยะยาว 3-10 ปี
สำหรับนักลงทุนที่กำลังจับตามองหุ้น DOHOME บทความนี้จะพาทุกท่านไปวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและทิศทางของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวว่ามีแนวโน้มอย่างไร และอะไรคือกุญแจสำคัญที่จะชี้วัดอนาคตของบริษัท
มุมมองระยะสั้น: ความผันผวนจากสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์
ในระยะสั้น ตลาดมักจะมองหุ้น DOHOME เป็นหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สาเหตุหลักมาจากยอดขายของ DOHOME มีสัดส่วนของสินค้าประเภทเหล็กสูงถึง 30% ดังนั้นเมื่อราคาเหล็กมีความเคลื่อนไหว ราคาหุ้นของ DOHOME จึงมักจะผันผวนรุนแรงตามราคาเหล็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มุมมองระยะยาว 3-10 ปี: แพลตฟอร์ม “To Go” คือกุญแจสำคัญ
สำหรับภาพในระยะยาว 2-3 ปี ไปจนถึง 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือการขยายโมเดลร้านขนาดเล็กที่เรียกว่า “To Go” ซึ่งมีลักษณะคล้ายร้านสะดวกซื้อแต่เน้นขายวัสดุซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน โดยโมเดลนี้มีข้อดีที่สำคัญคือ:
- อัตรากำไร (Margin) ที่สูงมาก: ร้าน To Go มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 30% ขึ้นไป ในขณะที่สาขาขนาดใหญ่มีอัตรากำไรเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
- กำไรมีความสม่ำเสมอ: สินค้าส่วนใหญ่ในร้าน To Go เป็นกลุ่มสินค้าซ่อมแซมและตกแต่ง ซึ่งสามารถผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภคได้ 100% ทำให้มีอัตรากำไรที่สม่ำเสมอ แตกต่างจากเหล็กที่มีความผันผวนสูง โดยร้าน To Go มีสัดส่วนการขายเหล็กเพียง 1% เท่านั้น
- ความสะดวกสบายตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อย: การตั้งสาขาอยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือหน้าหมู่บ้าน ทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางมาซื้ออุปกรณ์เพื่อแก้ปัญหาซ่อมแซมเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ไม่สามารถตอบโจทย์ได้รวดเร็วเท่า
ในอนาคต การขยายสาขาขนาดใหญ่ (Size L) ของ DOHOME จะทำหน้าที่คล้ายกับศูนย์กระจายสินค้า (DC) ประจำจังหวัด เพื่อรองรับการขยายสาขา To Go ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้น อนาคตที่มั่นคงและเติบโตของ DOHOME จึงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถขยายสาขา To Go ให้มีจำนวนมากขึ้นได้แค่ไหน
โอกาสรอดพ้นจาก Disruption ของตลาดออนไลน์
เมื่อเทียบกับผู้เล่นอื่นในตลาด โอกาสที่ DOHOME จะโดนแย่งชิงฐานลูกค้าจากช่องทางออนไลน์ (Online Disruption) อย่างหนักนั้นมีน้อยกว่า HomePro เนื่องจากโครงสร้างรายได้และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
- HomePro: เน้นขายสินค้ากลุ่มตกแต่ง (Decoration) และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยต่อบิลค่อนข้างสูง (เฉลี่ยหลักหมื่นบาท) และเป็นสินค้าที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปเปรียบเทียบราคาแข่งขันในช่องทางออนไลน์
- DOHOME: สินค้าหลักอันดับ 1 คือวัสดุก่อสร้าง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้รับเหมารายย่อย การสั่งซื้อและจัดส่งวัสดุก่อสร้างผ่านช่องทางออนไลน์ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก นอกจากนี้ สินค้าอันดับ 2 คือกลุ่มซ่อมแซม ซึ่งมักมีความจำเป็นต้องใช้ด่วนและมีมูลค่าต่อบิลในร้าน To Go เพียงหลักร้อยบาท ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะเดินทางไปซื้อที่ร้านใกล้บ้านเพื่อนำมาแก้ปัญหาทันที มากกว่าการรอคอยสินค้าจากการสั่งออนไลน์
ความท้าทายและเป้าหมายในอนาคต
ปัจจุบัน รายได้จากสาขา To Go ยังมีสัดส่วนเพียง 2% ของรายได้รวมทั้งหมดเท่านั้น แต่ถ้าหากบริษัทมีแผนเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายเพิ่มปีละ 20-50 สาขา สัดส่วนรายได้ก็จะค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อสัดส่วนรายได้จาก To Go ทะลุระดับ 10% ของรายได้รวม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี เมื่อถึงจุดนั้น ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ของ DOHOME จะเริ่มนิ่งและปรับตัวสูงขึ้น คล้ายกับเส้นทางการเติบโตของ Global House ที่เคยปรับตัวขึ้นจาก 16% ไปสู่ 26% ในอดีต
ข้อควรระวัง: การขยายตัวของ DOHOME ในรอบนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเปราะบาง และประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งอาจจะแตกต่างจากยุคที่คู่แข่งรายอื่นอย่าง Global House หรือ HomePro ขยายสาขาในช่วงที่ GDP ของประเทศกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 4-5%
บทสรุป
สรุปได้ว่า ทิศทางของ DOHOME ต้องอาศัยระยะเวลาในการพิสูจน์ตัวเอง โดยมีความสำเร็จในการปั้นโมเดล To Go เป็นความหวังสำคัญที่สุด ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและยกระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

