Uncategorized

Asset Class คืออะไร? สำคัญยังไงต่อการลงทุน Part 2 | Newbie เรียนกับรุ่นพี่ VI EP.4

เจาะลึก Asset Class 3 & 4: สู้เงินเฟ้อด้วย หุ้นกู้เอกชน เลือกให้เป็นเห็นกำไร ไม่ดอย ไม่ศูนย์

ในยุคที่เงินเฟ้อไล่กวดเงินในกระเป๋าเราอย่างไม่ลดละ การฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ หรือซื้อเพียงแค่พันธบัตรรัฐบาลอาจจะไม่เพียงพอต่อการรักษาอำนาจซื้ออีกต่อไป

สำหรับมือใหม่ที่กำลังมองหาทางเลือกในการต่อยอดเงินออม วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับสินทรัพย์ (Asset Class) ที่ขยับความเร้าใจขึ้นมาอีกนิด แต่ถ้าเลือกเป็น ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อได้สบายๆ นั่นคือเรื่องราวของ การลงทุน ใน หุ้นกู้เอกชน ครับ


หุ้นกู้เอกชน คืออะไร? ทำไมบริษัทใหญ่ถึงมาขอกู้เงินเรา?

อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด หุ้นกู้เอกชน หรือ Corporate Bond ก็คือการที่บริษัทเอกชนต้องการใช้เงินทุนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ขยายกิจการ ลงทุนในโครงการใหม่ หรือบริหารสภาพคล่อง

แทนที่บริษัทเหล่านั้นจะเดินไปกู้ธนาคารซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่แพงกว่า บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง (เช่น บริษัทแม่ของ 7-Eleven หรือยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์) จึงเลือกที่จะออกตราสารหนี้เพื่อมา “ขอกู้เงินจากประชาชน” โดยตรง

สิ่งที่เราจะได้รับในฐานะ “เจ้าหนี้” คืออะไร?

  • ดอกเบี้ย (Coupon): มักจะสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5% ต่อปี
  • ความเสี่ยงที่เหมาะสม: ในโลกการเงิน เอกชนย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ารัฐบาล ดังนั้น หุ้นกู้เอกชน จึงต้องให้ดอกเบี้ยที่จูงใจกว่า แต่ถ้ารู้จักเลือกบริษัทที่มั่นคง ความปลอดภัยก็ถือว่าสูงมากและเอาชนะเงินเฟ้อได้จริง

อย่างไรก็ตาม โลกของ หุ้นกู้เอกชน นั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 โลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่าง Investment Grade และ Junk Bond


Investment Grade: โซนปลอดภัยของคนรักเงินต้น

กลุ่มแรกคือกลุ่ม “เกรดน่าลงทุน” หรือ Investment Grade เปรียบเสมือนเราเลือกปล่อยกู้ให้กับเด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยดี และมีวินัยทางการเงินสูง โดยปกติแล้วอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ถือว่าเป็น Investment Grade คือระดับ BBB- (Triple B ลบ) ขึ้นไป

เทคนิคการเลือก (รุ่นพี่ VI): “แม้ว่า BBB- จะถือว่าลงทุนได้ แต่ถ้าใครอยากเน้นความปลอดภัยแบบนอนหลับฝันดี แนะนำให้มองหาเรตติ้งระดับ A- ขึ้นไป จะดีที่สุด เพราะจากประสบการณ์ หุ้นกู้ระดับ A ขึ้นไปแทบจะไม่ค่อยเห็นการผิดนัดชำระหนี้ (Default) เลย ในขณะที่ระดับ BBB บางครั้งก็ยังมีความผันผวนและความเสี่ยงซ่อนอยู่บ้าง”

ข้อดีของ Investment Grade

  • ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง: เหมาะสำหรับคนที่มี “เงินเย็น” และสามารถถือครองได้ในระยะ 2-5 ปี
  • ชนะเงินเฟ้ออย่างมั่นคง: ด้วยอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-5% (ตามสภาวะตลาด) ซึ่งเพียงพอที่จะรักษาอำนาจซื้อของเงินเราไว้
  • ตัวอย่างจริง: * หุ้นกู้บริษัทสินเชื่อทะเบียนรถชื่อดัง (Rating A-) ให้ดอกเบี้ยประมาณ 2.8%
    • หุ้นกู้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการหรู (Rating BBB+) ให้ดอกเบี้ย 3.5%
    • แม้ตัวเลขจะไม่หวือหวา แต่แลกมาด้วยความสบายใจว่าเงินต้นจะไม่หายไปไหน

Junk Bond: กับดักผลตอบแทนสูง ที่ต้องระวัง!

อีกฝั่งหนึ่งของโลก การลงทุน คือกลุ่ม Non-Investment Grade หรือที่วงการการเงินเรียกชื่อเล่นว่า Junk Bond (หุ้นกู้ขยะ) ชื่ออาจจะดูรุนแรง แต่นี่คือความจริงที่นักลงทุนต้องเผชิญ

กลุ่มนี้คือหุ้นกู้ที่มีเรตติ้ง ต่ำกว่า BBB- ลงมา หรือกลุ่มที่เรียกว่า Unrated (ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ) ซึ่งอาจเกิดจากบริษัทไม่ยอมขอเรตติ้งเพราะรู้ว่าอาจได้เกรดไม่ดี หรือขอแล้วแต่ได้ผลลัพธ์ที่แย่เกินไป

ความเย้ายวนของ Junk Bond สิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนได้ดีที่สุดคือ “ดอกเบี้ย” ที่สูงลิ่วระดับ 5-8% หรือบางตัวพุ่งไปแตะ 10% ดูเผินๆ เหมือนจะทำให้รวยเร็วและเพิ่มค่าของเงินได้หลายเท่าตัว แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือความเสี่ยงระดับ “ปรอทแตก”

ความเสี่ยงที่คุณต้องรับผิดชอบเอง

  • เสี่ยงเบี้ยวหนี้ (Default): ในตลาดกลุ่มนี้ มีข่าวการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นแทบทุกเดือน
  • ไม่คุ้มค่าเสี่ยง: ลองพิจารณาดูว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาเพียง 2-3% จากกลุ่ม Investment Grade แต่มันต้องแลกกับโอกาสที่ “เงินต้นจะกลายเป็น 0 บาท” คำถามคือ… มันคุ้มกันจริงหรือ?
  • ตัวอย่างความเสี่ยง: เคยมีกรณีหุ้นกู้ Unrated ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 6.9% แต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงสุด (ระดับ 8) หากบริษัทล้มละลายหรือขาดสภาพคล่อง คนที่ต้องแบกรับความเสียหายทั้งหมดคือตัวเราเอง

สรุป

การลงทุน ใน หุ้นกู้เอกชน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพักเงินและสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ แต่หัวใจสำคัญคือการ “รู้จักความเสี่ยงของตัวเอง”

  • หากคุณเน้นความปลอดภัย: ต้องการรักษาเงินต้นให้ครบถ้วน แนะนำให้เลือก หุ้นกู้เอกชน ในระดับ Investment Grade (โดยเฉพาะ A- ขึ้นไป) แม้ดอกเบี้ยจะน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้นนั้นต่ำมาก
  • หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้: พยายามอยู่ห่างจาก Junk Bond หรือหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติแต่มีเรตติ้งต่ำ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา คนที่เจ็บหนักที่สุดคือนักลงทุน

ก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อหุ้นกู้ครั้งต่อไป อย่าลืมเปิดอ่าน Fact Sheet ตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และถามตัวเองให้แน่ใจว่า “คุ้มไหมที่จะเสี่ยง?” เพราะในโลกของ การลงทุน ไม่ได้มีแค่เป้าหมายเรื่องกำไร แต่คือการรักษาเงินต้นให้อยู่รอดปลอดภัยในระยะยาวด้วยครับ

หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam