Hot Topic

Hot Topic! “วิแคะ” ผลกระทบนโยบาย TRUMP กระทบหุ้นกลุ่มไหนบ้าง? | Hot Topic EP.19

วิเคราะห์นโยบายทรัมป์ ผลกระทบนโยบาย TRUMP กระทบหุ้นกลุ่มไหนบ้าง?

จากประเด็นร้อนเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีการยืนยันการเก็บ ภาษีนำเข้า จากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในอัตรา 36% สำหรับสินค้าทุกประเภท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ ในรายการ “ลงทุนกล้วยๆ” ได้มีการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์นี้ โดย เบิร์ด และ อาจารย์ประพาส มีการพูดคุยถึงมุมมองที่หลากหลายที่มีอยู่ตามช่องทางวิเคราะห์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ การแสดงแสนยานุภาพทางการเมือง และ อาจารย์ประพาส ได้เน้นย้ำว่านี่เป็นเพียง “ความเห็นส่วนตัว” เพื่อเป็นแนวคิดให้ผู้ฟังร่วมกันวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความเห็น

ภาษีทรัมป์ เกมต่อรองทางการค้า หรือเพียง “การบลัฟกลยุทธ์?

อาจารย์ประพาส วิเคราะห์ว่า แม้ในช่วงเปิดตลาดหุ้นไทยจะตอบรับในเชิงลบพอสมควร แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นในช่วงท้ายตลาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนอาจไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างที่คิด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าภาษี 36% นี้อาจเป็นเพียง “เกมโป๊กเกอร์” หรือ “การบลัฟ” (Bluff) เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

แนวคิดเบื้องหลังนโยบายนี้คือการที่สหรัฐฯ ต้องการบีบให้ประเทศต่างๆ เจรจาเพื่อ ลดการขาดดุลการค้า ที่สหรัฐฯ ประสบอยู่ เนื่องจากการที่สหรัฐฯ มักขาดดุลการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจากการมีค่าแรงที่สูง การยืนยันตัวเลขภาษีเดิมแม้ไทยจะยื่นข้อเสนอไปแล้ว เป็นเพียงการส่งสัญญาณทางการเมืองว่าข้อเสนอของไทยยังไม่เป็นที่พอใจ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ กำหนดการบังคับใช้ภาษีได้ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งแล้ว (เช่น จาก 9 เมษายน 2568 เป็น 1 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าตัวเลข 36% นี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ทำไมการเก็บภาษี 36% จึงเกิดขึ้นได้ยาก? วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อาจารย์ประพาส ให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการหลักที่สนับสนุนว่าภาษี 36% จะไม่เกิดขึ้นจริง

  • ความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ในสหรัฐฯ:สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาเงินเฟ้อสูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ประมาณ 5-7%) หากสินค้านำเข้าทุกประเภทปรับราคาสูงขึ้นพร้อมกัน จะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อย่างมหาศาล ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปอีก และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจล่มสลายได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอาร์เจนตินา ซึ่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของประชาชนอย่างมาก
  • ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงเกินไป: การที่ทรัมป์อ้างว่าจะส่งเสริมการผลิตในประเทศนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะค่าแรงในสหรัฐฯ สูงกว่าไทยหลายเท่า (ประมาณ 45,000-50,000 บาท/เดือน ในขณะที่ไทยประมาณ 12,000 บาท/เดือน) ทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้ การผลิตในต่างประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่ายังคงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์

ดังนั้น อาจารย์ประพาส จึงสรุปว่า สถานการณ์ทั้งหมดเป็นเพียง “เกมการเมือง” เพื่อยื้อเวลาและสร้างความได้เปรียบในการเจรจา ซึ่งอาจดำเนินต่อไปอีก 1-2 ปี หรือจนกว่าจะถึงช่วงการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลกระทบภาษีทรัมป์ต่อภาคธุรกิจส่งออกไทย และกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบ

แม้ภาษีอาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่ความไม่แน่นอนนี้ได้สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มาก ได้แก่

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์และชิปต่างๆ
  • อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร
  • อุตสาหกรรมปิโตรเคมี: เช่น เม็ดพลาสติก
  • อุตสาหกรรมยานยนต์: ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของญี่ปุ่นเพื่อส่งออก

นอกจากนี้ ความท้าทายอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ได้แก่

  • การเสียเปรียบในการแข่งขัน: โดยเฉพาะกับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า เช่น เวียดนาม ที่มีอัตราภาษี 20%
  • การวางแผนการผลิตที่ยากลำบาก: เนื่องจากคำสั่งซื้ออาจไม่ราบรื่น มีช่วงที่มากและน้อยสลับกัน (เช่น การเปิด “Windows” ให้ภาษีต่ำลงชั่วคราว ทำให้ผู้ซื้อเร่งนำเข้าเพื่อตุนสินค้า)
  • การชะลอการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ: บริษัทที่กำลังพิจารณาขยายฐานการผลิตอาจชะลอการตัดสินใจ หรือเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีความชัดเจนเรื่องภาษีมากกว่า
  • ความสามารถในการดูดซับต้นทุน: บริษัทส่งออกมี Margin ที่ไม่สูงมาก การลดราคาหรือแบกภาระภาษีเพิ่มเติมจะกระทบกำไรอย่างมาก
  • ความเสี่ยงจากอำนาจต่อรองของประเทศอื่น: การที่ไทยถูกเก็บภาษีสูง อาจทำให้ประเทศคู่ค้าอื่นใช้โอกาสนี้ต่อรองให้ไทยลดต้นทุนหรือราคาให้พวกเขาด้วย

คำแนะนำสำหรับผู้ส่งออกไทย จำเป็นต้อง ปรับตัวและกระจายฐานลูกค้า ไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป

อนาคตค่าเงินบาท และ “ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง” ของเศรษฐกิจไทย

ในส่วนของ ค่าเงินบาท อาจารย์ประพาส มองว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ เช่น การท่องเที่ยว อัตราดอกเบี้ย และดุลการค้า

แต่ปัญหาที่แท้จริงและใหญ่กว่านั้นคือ “ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง” (Self-Reliance) ของเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การที่ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเพื่อชดเชยการขาดดุลการนำเข้า ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก

แม้บางคนอาจมองว่าการนำเข้าจำเป็นต่อการรับรู้เทคโนโลยี แต่อาจารย์ประพาสเชื่อว่าไทยสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีและนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อ สร้างแบรนด์ของตัวเอง ได้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกให้กับญี่ปุ่น การพึ่งพาตนเองที่สูงขึ้นหมายถึงการซื้อใช้จ่ายสินค้าในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพาการส่งออกเพื่อชดเชยการขาดดุลการนำเข้า และทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคงมากขึ้น

สรุป กลยุทธ์ไทยรับมือเกมภาษีทรัมป์

โดยสรุปแล้ว นโยบายภาษีทรัมป์ เป็น “เกมกลยุทธ์ทางการเมือง” ที่จะยังคงสร้างความท้าทายให้กับภาคธุรกิจส่งออกของไทยต่อไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการ กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น และ บริหารจัดการการผลิต อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในระยะยาว ปัญหาพื้นฐานที่ไทยต้องเร่งแก้ไขคือ การยกระดับ ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เพื่อลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Protected by CleanTalk Anti-Spam