Hot Topic! SET หลุด 1,500 แต่พอร์ตบางคนเขียว เพราะอะไร? | Hot Topic EP.43
เจาะลึกสาเหตุ SET หลุด 1,500 จุด พร้อมถอดรหัสกลยุทธ์สร้าง พอร์ตหุ้นเขียว ด้วยหลักการ หุ้นคุณค่า (Value Investor) และเทคนิค การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ในภาวะตลาดผันผวน Target Keywords: SET หลุด 1,500, พอร์ตหุ้นเขียว, หุ้นคุณค่า (Value Investor), การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation), กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย, ดัชนีหุ้นไทย
1. ทำไมดัชนีหุ้นไทยถึงดิ่งแรง: วิเคราะห์ปัจจัยกดดันเมื่อ SET หลุด 1,500
ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ความเคลื่อนไหวของ ดัชนีหุ้นไทย ได้สร้างความระส่ำระสายให้กับนักลงทุนทั้งตลาดอย่างมาก เมื่อดัชนี SET ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับ 1,600 จุด ลงมาทดสอบและย้อนหลุดระดับสำคัญจนทะลุ SET หลุด 1,500 จุด มาอยู่ที่บริเวณ 1,480 จุด การปรับตัวลดลงอย่างหนักหน่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานของปัจจัยมหภาคและข่าวสารระดับโลกหลายประการ
จากการวิเคราะห์เจาะลึกโครงสร้างดัชนีพบว่า ปัจจัยหลักที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงหนัก ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:
1.1 การพักตัวของหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้า ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม โดยปรับขึ้นมากว่า 30% จากปัจจัยความตึงเครียดในต่างประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หุ้นขนาดใหญ่อย่าง ปตท. (PTT) ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 900,000 ล้านบาท ขึ้นไปแตะระดับสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์หลักที่ดันให้ดัชนี SET ขยับจาก 1,500 จุด ขึ้นไปถึง 1,650 จุด ในช่วงนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาหยุดยิงอย่างถาวรในตะวันออกกลาง (เช่น กรณีอิหร่านและอิสราเอล) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงเริ่มปรับตัวลดลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นหุ้นน้ำหนักมากในดัชนีเกิดแรงขายอย่างหนัก พาเหรดกันปรับตัวลงมาฉุดดัชนีรวมของประเทศ
1.2 แรงฉุดจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และ DELTA
นอกจากกลุ่มพลังงานแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ DELTA ซึ่งถือเป็นหุ้นที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับเกือบ 200 บาทปลายๆ ลงมาเหลือเพียง 100 บาทปลายๆ คิดเป็นการลดลงมากกว่า 30%
การลดลงของหุ้นเทคโนโลยีไทยสอดคล้องกับทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับแรงกดดันจากการที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเริ่มปรับลดงบลงทุน หรือ Capital Expenditure (Capex) การลด Capex หมายถึงแนวโน้มการเติบโตในอนาคตที่อาจชะลอตัวลง ตลาดจึงทำการปรับลดมูลค่า (De-rating) ราคาหุ้นลงมาอย่างหนัก
1.3 ผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Elections)
ปัจจัยทางการเมืองระดับโลกอย่างการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐอเมริกา มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าฝ่ายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่สำคัญ ส่งผลให้จำนวนเสียงสนับสนุนนโยบายในสภาลดลง ความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายเกื้อหนุนระบบทุนนิยม เช่น การลดภาษีนิติบุคคล หรือการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน จึงดร็อปลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการร่วงลงอย่างหนัก และส่งแรงกระเทือนมายังตลาดหุ้นทั่วโลก
เมื่อหุ้นยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มพลังงานและ DELTA ซึ่งครอบครองมูลค่าดัชนีหลักของไทยปรับตัวลดลงพร้อมกัน แม้ว่าหุ้นกลุ่มอื่นจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะพยุงดัชนีไว้ได้ ทำให้ภาพรวมของ ดัชนีหุ้นไทย ปรับตัวลดลงจนเกิดปรากฏการณ์ SET หลุด 1,500 จุดในที่สุด
2. ไขความลับ พอร์ตหุ้นเขียว: ทำไมกลุ่ม หุ้นคุณค่า (Value Investor) ถึงสวนทางตลาด
ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังเผชิญกับภาวะพอร์ตติดลบหนักจากดัชนีที่ดิ่งลง แต่กลุ่มนักลงทุนสาย หุ้นคุณค่า (Value Investor) หรือ VI กลับสามารถสร้าง พอร์ตหุ้นเขียว หรือรักษาสภาพพอร์ตให้เป็นบวกสวนทางตลาดได้อย่างน่าทึ่ง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากความแตกต่างในกลยุทธ์และการวิเคราะห์เชิงลึก
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Momentum Investor (MI) | Value Investor (VI) |
| กระบวนการวิเคราะห์ | มองแบบ Top-Down (เน้นภาพรวมดัชนีและฟันด์โฟลว์) | มองแบบ Bottom-Up (เน้นพื้นฐานธุรกิจรายตัว) |
| จุดตัดสินใจเข้าซื้อ | ไล่ราคาตามแรงเหวี่ยงตลาด (Momentum) | กำหนดด้วย Trigger Price และ Valuation |
| การรับมือความเสี่ยง | เสี่ยงติดดอยเมื่อกระแสเงินทุนสลับทิศทาง | มี Margin of Safety สูงจากการซื้อตอนราคาถูก |
| สภาวะพอร์ตช่วงดัชนีลง | พอร์ตติดลบหนักตามดัชนี | พอร์ตยังคงเป็นสีเขียวหรือผลกระทบน้อยมาก |
2.1 การมองแบบ Bottom-Up และเทคนิค Trigger Price
นักลงทุนสาย Momentum หรือ MI มักใช้การวิเคราะห์แบบ Top-Down มองภาพใหญ่ของดัชนีและสลับกลุ่มเล่นตามกระแส ในทางกลับกัน นักลงทุนสาย หุ้นคุณค่า (Value Investor) ใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up มุ่งเจาะลึกที่ตัวธุรกิจจริงว่าบริษัททำมาหากินอย่างไร และตัดสินใจซื้อขายด้วย การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) เป็นหลัก
ในการทำงานของอาจารย์ประพัทธ์และกลุ่มนักลงทุน VI จะมีการทำลิสต์หุ้นพื้นฐานดีเอาไว้ล่วงหน้า เช่น ติดตามหุ้นประมาณ 60 ตัว และคำนวณราคาจุดซื้อที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า เรียกว่า Trigger Price
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาแพงเกินไป (Overpriced) กว่า Trigger Price อยู่ 20-30% นักลงทุน VI จึงเลือกที่จะอดทนรอ แต่เมื่อตลาดปรับตัวลงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพื้นฐานได้ร่วงลงมาแตะโซนล่าง จนทริกเกอร์จุดซื้อเกือบ 90% ของหุ้นในลิสต์ เปิดโอกาสให้นักลงทุน VI เข้าช้อนซื้อหุ้นเติบโตในราคาที่ถูกลงมา 20-30%
2.2 อานิสงส์จากต้นทุนน้ำมันที่ลดลงต่อธุรกิจในประเทศ
เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ พอร์ตหุ้นเขียว สวนทางดัชนี คือเรื่องโครงสร้างต้นทุน ราคาน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักของภาคธุรกิจ ทั้งทางตรง (ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง) และทางอ้อม (ค่าครองชีพของพนักงานที่ส่งผลต่อแรงกดดันด้านค่าจ้าง)
ในช่วงก่อนหน้า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้กดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มทรงตัว ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทในประเทศจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แนวโน้มกำไรและงบการเงินของหุ้นกลุ่มบริโภคและบริการในประเทศ (Domestic Play) มีทิศทางฟื้นตัวขึ้น นักลงทุน VI ที่เข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ในช่วงราคาต่ำจึงได้รับผลตอบแทนเป็นบวก แม้ดัชนีภาพรวมจะถูกฉุดโดยหุ้นพลังงานและเทคโนโลยีก็ตาม
3. หลักการ การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) และโครงสร้าง PE ของ ดัชนีหุ้นไทย
เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเลือกซื้อหุ้น ณ ราคาที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญ นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจกลไกการประเมินมูลค่าและระดับ PE Ratio ของตลาดหุ้นไทยในเชิงประวัติศาสตร์
3.1 การปรับลดระดับ PE (De-rating) ของตลาดหุ้นไทย
หากย้อนกลับไปในอดีตเมื่อประมาณ 10-12 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายกัน ณ ระดับ Valuation ที่สูงมาก โดยมีค่า PE เฉลี่ยทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 18 เท่า หุ้นพื้นฐานดีหลายตัว เช่น CPALL, HMPRO หรือกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BH และ BDMS เคยมีค่า PE สูงถึง 30 เท่า
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับการ De-rating ทั้งประเทศ ค่า PE เฉลี่ยของหุ้นใหญ่ลดลงมาเหลือเพียง 12-13 เท่า (หากตัดหุ้น DELTA ซึ่งมี PE สูงระดับ 100 เท่าออกไป ค่า PE เฉลี่ยของหุ้นไทยปัจจุบันจะอยู่ที่เพียง 13 เท่าเท่านั้น) ซึ่งเป็นระดับ Valuation ที่ต่ำใกล้เคียงกับช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 30 ปีก่อน
3.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง Risk-Free Rate, Earnings Yield และค่า PE
การกำหนดว่าค่า PE เท่าใดจึงเรียกว่า “ถูก” หรือ “แพง” ต้องอ้างอิงกับผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง (Risk-Free Rate) ซึ่งอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond Yield)
| สินทรัพย์ / ตัวแปร | ผลตอบแทนคาดหวัง (Yield) | อธิบายกลไก Valuation |
| พันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี | ~2.0% – 2.5% | ผลตอบแทนฐานที่ไม่มีความเสี่ยง (Risk-Free Rate) |
| หุ้นกู้เอกชน | ~3.0% – 4.0% | เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) จากพันธบัตร |
| ตลาดหุ้น (Earnings Yield: E/P) | 8.0% – 12.0% | ส่วนกลับของ PE Ratio (E/P = 8% คิดเป็น PE 12.5 เท่า) |
| หุ้นขนาดใหญ่คุณภาพสูง | ~8.0% (E/P) | สอดคล้องกับค่า PE ประมาณ 12 เท่า |
หาก Bond Yield ของไทยอยู่ที่ 2% นักลงทุนจะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงประมาณ 8% (Earnings Yield = 8%) ซึ่งเมื่อแปลงเป็นส่วนกลับ (1 / 0.08) จะได้ค่า PE ที่เหมาะสมที่ 12.5 เท่า นี่คือสาเหตุว่าทำไมหุ้นชั้นนำอย่าง CPALL หรือ HMPRO จึงลงมาเทรดที่ PE บริเวณ 12 เท่า
หากในอนาคต Bond Yield พุ่งสูงขึ้นเป็น 4% นักลงทุนอาจเรียกร้อง Earnings Yield จากหุ้นเพิ่มเป็น 10% ซึ่งจะกดดันให้ค่า PE เหมาะสมลดลงเหลือ 10 เท่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยที่อยู่ระดับต่ำประมาณ 1% กว่าๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดแรงกดดันที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยโดน De-rating ลงไปต่ำกว่านี้
4. เจาะลึกกรณีศึกษาหุ้นรายตัวและบทเรียนสำคัญในตลาด
เพื่อให้นักลงทุนนำหลักการไปประยุกต์ใช้ได้จริง บทสนทนาในรายการได้สกัดกรณีศึกษาและตอบคำถามเกี่ยวกับหุ้นรายตัวและกลไกตลาดไว้อย่างน่าสนใจ:
4.1 ADVANC (AIS) กับพลังในการกำหนดราคา (Pricing Power)
คำถามเกี่ยวกับหุ้น ADVANC ที่ราคาปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณ 340 บาท และมีความกังวลว่าจะหลุดไประดับ 200 บาทหรือไม่นั้น จากการวิเคราะห์พบว่า ADVANC เป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจสูงมากเนื่องจากมี Pricing Power เด่นชัด
เมื่อเปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) พบว่า ADVANC มี ARPU สูงกว่าคู่แข่งอย่าง TRUE ในทุกกลุ่มธุรกิจ:
- ธุรกิจมือถือ: ADVANC มี ARPU สูงกว่า TRUE ประมาณ 20 บาท/เลขหมาย/เดือน เมื่อคูณด้วยจำนวน 50 ล้านเลขหมาย ตลอด 12 เดือน คิดเป็นส่วนต่างกำไรสุทธิสูงถึงปีละ 15,000 ล้านบาท
- ธุรกิจเน็ตบ้าน: ADVANC มี ARPU สูงกว่าประมาณ 30 บาท/เลขหมาย/เดือน สร้างส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2,000 ล้านบาท/ปี
ด้วยกระแสเงินสดและกำไรที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน โอกาสที่ราคาหุ้น ADVANC จะร่วงลงไปแตะระดับ 200 บาทจึงเป็นไปได้ยากมาก เว้นเสียแต่ว่าพื้นฐานและ Pricing Power ของบริษัทจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
4.2 หุ้นซื้อคืน (Treasury Stock): ผลดีหรือผลเสียต่อราคาหุ้น?
หลายบริษัทจดทะเบียนมีการประกาศซื้อหุ้นคืน แต่นักลงทุนมักสับสนว่าการซื้อหุ้นคืนส่งผลดีต่อพอร์ตอย่างไร:
- กรณีบริษัทถือหุ้นไว้ (ไม่เกิน 3 ปี): ยังไม่ถือเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น เพราะจำนวนหุ้นทั้งหมดที่นำมาคำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเท่าเดิม แถมยังสร้างความกังวลเรื่องแรงขายซัพพลาย (Supply Overhang) หากบริษัทนำหุ้นกลับมาขายในตลาด
- กรณีบริษัทประกาศลดทุน (ตัดหุ้นที่ซื้อคืนทิ้ง): ถือเป็นผลดีอย่างมาก เพราะจำนวนหุ้นทั้งหมดลดลง ส่งผลให้ตัวหารลดลง ทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมทันที
4.3 ปันผลพิเศษ one-off: บทเรียนจาก SPCG และ ICHI
กรณีหุ้น SPCG ประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษถึง 1.50 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลสูงถึง 16% นักลงทุนต้องแกะไส้ในให้ชัดเจนว่า ปันผลดังกล่าวมาจากกำไรสะสมในอดีต (Retained Earnings) ไม่ใช่งบการเงินปกติ ซึ่งถือเป็นเงินโบนัสแบบครั้งเดียว (One-off)
นักลงทุนไม่ควรนำปันผลพิเศษมาคิดเป็นอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอทุกปี ดังเช่นกรณีของ ICHI ในอดีตที่เคยจ่ายปันผลสูงถึง 110% ของกำไรสุทธิ (ดึงเงินจากกำไรสะสมมาจ่าย 10%) จนกระทั่งกำไรสะสมชนเพดานสำรอง และไม่สามารถจ่ายปันผลพิเศษในระดับนั้นได้อีกต่อไป
4.4 วิเคราะห์กลุ่มส่งออก: อาหารสัตว์เลี้ยง vs เครื่องดื่มและซอส
- ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food): แม้จะเป็นเทรนด์ระยะยาวจากการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว (Humanization) แต่ตัวธุรกิจมีความเป็นวัฏจักร (Cyclical) สูงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า ลูกค้าฝั่งสหรัฐฯ จะเร่งสั่งซื้อสินค้าตุน ทำให้งบออกมาเติบโตโดดเด่น แต่หากเงินบาทแข็งค่า ยอดขายอาจดร็อปลงอย่างรวดเร็ว จังหวะการลงทุนที่ดีจึงควรเข้าซื้อในช่วงที่บาทแข็งค่า
- ส่งออกเครื่องดื่มและซอส (Beverages & Sauces): มักเป็นหุ้นตามเหตุการณ์ (Event-driven) หรือแฟชั่น เช่น กรณีซอสพริก XO ที่ยอดขายพุ่งขึ้นมหาศาลเนื่องจากเจ้าตลาดอย่าง Huy Fong ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว แต่เมื่อการผลิตกลับมาเป็นปกติ ยอดขาย XO ก็ย่อตัวลงมา หรือกรณีหุ้นเครื่องดื่มที่เติบโตสูงในช่วงเปิดตลาดใหม่ แต่จะค่อยๆ ย่อลงมาสู่ฐานแฟนพันธุ์แท้ เนื่องจากสินค้ามี Switching Cost ต่ำ Consumer พร้อมเปลี่ยนยี่ห้อลองตลอดเวลา
4.5 ดักดานกับ “หุ้นติดดอย” หรือการมองกระจกหลัง
บทเรียนสำคัญจากการตอบคำถามเรื่องการซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาแล้ว 60% (เช่น กรณีศึกษาหุ้นอสังหาริมทรัพย์) อาจารย์ประพัทธ์ได้เตือนสติว่า “การลงทุนเหมือนการขับรถไปข้างหน้า ต้องมองกระจกหน้า ไม่ใช่ดูแค่กระจกหลัง”
การที่ราคาหุ้นลดลงมา 40-60% ไม่ได้แปลว่าหุ้นนั้นถูกและน่าซื้อเสมอไป หากพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยน การลงมา 60% อาจไหลลงต่อจนถึง 90-95% ได้ หากงบการเงินและผลประกอบการยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom Out) การขายตัดขาดทุนในหุ้นที่หมดอนาคตเพื่อนำเงินไปลงในหุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัว จึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องกว่าการถือถัวเฉลี่ย
5. สรุป กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย สำหรับนักลงทุนรายย่อย
การรับมือกับภาวะตลาดผันผวนและการหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเอาชนะดัชนี มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปรับเปลี่ยนอคติและอารมณ์ในการลงทุน
4 หลักคิดสร้างความได้เปรียบในการลงทุน (Investment Edge):
- Data-Driven Over Emotion: ใช้ข้อมูลตัวเลขทางการเงินและ การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) อ้างอิง แทนการใช้ความรู้สึกหรืออคติส่วนตัว
- Contrarian Mindset: เป็น “ชาวสวน” ที่กล้าเหนี่ยวไกซื้อหุ้นพื้นฐานดี เมื่อราคาหลุดลงมาแตะ Trigger Price ในโซนล่าง
- Focus on Intrinsic Value: เลิกยึดติดกับราคาดัชนี SET แต่ให้โฟกัสที่ความสามารถในการทำกำไรและ Pricing Power ของบริษัท
- Build Your Own Edge: พัฒนาความรู้ อ่านงบการเงิน และประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตนเอง เพื่อการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนระยะยาว
การเลือกลงทุนในสไตล์ หุ้นคุณค่า (Value Investor) อาจต้องใช้อดทนสูงในบางช่วงเวลาที่หุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นเติบโตแรงสร้างความหวือหวา แต่ในยามที่เกิดวิกฤตหรือตลาดปรับฐานใหญ่ หลักการเลือกหุ้นดีในราคาที่ถูก (Margin of Safety) จะเป็นเกราะป้องกันและเป็นเครื่องมือสร้าง พอร์ตหุ้นเขียว ให้เติบโตอย่างมั่นคง

