Warm Topic! น้ำท่วม + ต่างชาติขาย 8 วันติด หุ้นไทย ควรทำไงดี? | Hot Topic EP.42
เหตุการณ์ภัยธรรมชาติอย่างปัญหา น้ำท่วม ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร มาประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่นักลงทุนต่างชาติเทขาย หุ้นไทย ติดต่อกันยาวนานถึง 8 วัน จนทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลดลงกว่า 100 จุด หลายคนอาจเกิดความกังวลว่าทั้งสองปัจจัยนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่ และในฐานะนักลงทุนควรปรับกลยุทธ์อย่างไร บทความนี้ได้สรุปสาระสำคัญและมุมมองวิเคราะห์จาก อาจารย์ประภาส (พี่ภาส) และ คุณเบิร์ด จากช่อง ลงทุนกล้วยๆ – Bananas Investment มาให้อย่างเจาะลึก
1. ผลกระทบจากสถานการณ์ น้ำท่วม ต่อกลุ่มธุรกิจในตลาด หุ้นไทย
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ปัญหา น้ำท่วม และการที่ต่างชาติขาย หุ้นไทย ติดกัน 8 วันนั้น เป็นคนละสถานการณ์กันโดยสิ้นเชิง (ต่างกรรมต่างวาระ) โดยเหตุการณ์ น้ำท่วม ในครั้งนี้ เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่รอการระบาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อแต่ละกลุ่มธุรกิจแตกต่างกันไป ดังนี้:
❌ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ
- ธุรกิจประกันภัย: เป็นกลุ่มที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากต้องรับภาระการเคลมประกันทั้งสินทรัพย์ บ้านเรือน และรถยนต์ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนสูงถึง 30% ของ GDP ประเทศ
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: โครงการใหม่ๆ ในพื้นที่ประสบภัยจะได้รับผลกระทบด้านจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ คล้ายกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้คนชะลอการซื้อคอนโดสูง อย่างไรก็ตาม หากเป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่น้ำไม่ท่วมจะกลับขายดีขึ้น ซึ่งผลกระทบนี้ถือเป็นปัจจัยชั่วคราว เช่นเดียวกับกรณีของ คิวเฮ้าส์ (QH) ในเหตุการณ์ น้ำท่วม ใหญ่ปี 2554
- ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (Auto Finance): ได้รับผลกระทบเนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้ผู้เช่าซื้อหยุดผ่อนชำระได้หากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงแล้วรถยนต์เสียหาย ต่างจาก “ธุรกิจจำนำทะเบียนรถ” ที่เป็นสัญญาเงินกู้โดยมีรถเป็นหลักประกัน ซึ่งลูกหนี้ยังคงถูกฟ้องร้องและทวงถามหนี้ตามกฎหมาย
- ร้านสะดวกซื้อและระบบโลจิสติกส์: การท่วมขังบนเส้นทางจราจรทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ติดขัดจนเกิดภาวะสินค้าขาดชั้นวาง (เชลฟ์ว่าง) แต่กระทบต่อผลประกอบการรวมในระดับต่ำมาก (Low single digit)
- โรงพยาบาล: แม้จะมีผู้ป่วยจากโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อรา เพิ่มขึ้น แต่การเดินทางมารักษาที่ยากลำบากอาจทำให้จำนวนคนไข้รวมลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น
🟢 กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์
- ยางมะตอย (เช่น TASCO): เนื่องจากยางมะตอยเป็น By-product จากกระบวนการกลั่นน้ำมันที่มีต้นทุนต่ำกว่าถนนคอนกรีต จึงถูกนำมาใช้ในการซ่อมแซมและลาดถนนที่เสียหายหลัง น้ำท่วม ได้รวดเร็ว
- เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่และเฟอร์นิเจอร์: เกิดความต้องการซื้อทดแทนสินค้าที่เสียหายจาก น้ำท่วม (Pent-up demand) เช่น ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า แต่ต้องระวังว่าอาจเป็นการดึงอุปสงค์ในอนาคตมาใช้ก่อน
- ธุรกิจบริการซักผ้า / ร้านสะดวกซัก: มีปริมาณการใช้งานสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลัง น้ำท่วม จากเสื้อผ้าที่เลอะโคลนหรือเครื่องซักผ้าที่บ้านเสียหาย
- กลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน: ได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด
- สินค้า FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค): ได้ประโยชน์ในเชิงโครงสร้างราคา หากเคยปรับขึ้นราคาสินค้าช่วงต้นทุนน้ำมันแพง เมื่อต้นทุนลดลงราคาสินค้ามักจะไม่ปรับลดลงตาม
ข้อควรระวัง: ตลาด หุ้นไทย ได้รับรู้ (Priced-in) ข่าวสารและตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นสัปดาห์ นักลงทุนจึงไม่ควรตามเข้าไปซื้อ ณ ตอนนี้
2. เจาะลึก 3 สาเหตุหลักที่นักลงทุนต่างชาติเทขาย หุ้นไทย 8 วันติด
ดัชนี หุ้นไทย (SET) ปรับตัวลงจากระดับประมาณ 1,650 จุด ลงมาต่ำกว่า 1,500 จุดกลางๆ หรือร่วงลงมากว่า 100 จุด โดยมีสาเหตุหลัก 3 ปัจจัย ดังนี้:
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น: ผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งเกิน 5% ขณะที่แบงก์ชาติไทยยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เกิดส่วนต่าง (Gap) ที่กว้างขึ้น เงินจึงไหลออกจากตลาด หุ้นไทย ไปยังพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนสูงกว่า ประกอบกับต่างชาติได้กำไรจาก หุ้นไทย มาแล้วกว่า 15% ตั้งแต่ต้นปีจึงขายล็อกกำไร (Take Profit)
- ซาอุดีอาระเบียประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน: ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง กดดันให้หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นซึ่งเป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ในตลาด หุ้นไทย ถูกขายลงมาอย่างหนัก
- แบงก์ชาติขอความร่วมมือสถาบันการเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม: การขอความร่วมมือให้พักชำระหนี้หรือลดค้างงวด กลายเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม
การที่หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ทั้งกลุ่มแบงก์ พลังงาน และสื่อสาร ถูกขายพร้อมกัน จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนี หุ้นไทย ปรับตัวลงแรง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสไตล์ VI มองว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียง เรื่องชั่วคราว และเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาที่มีส่วนลด
💡 สรุปมุมมองสำหรับนักลงทุน ในสภาวะที่ตลาด หุ้นไทย เผชิญทั้งวิกฤตธรรมชาติอย่าง น้ำท่วม และแรงขายจากต่างชาติ นักลงทุนควรตั้งสติและแยกแยะผลกระทบว่าเป็นเรื่องชั่วคราวหรือถาวร ปรับปรุงความรู้ ทำการบ้านวิเคราะห์งบการเงินอย่างรอบคอบ และเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

