ถ้าเราติดดอยหุ้น แก้แบบนี้ใช่ไหมครับ? | Q&Aกล้วยๆ EP.1072
ถ้าเรา “ติดดอยหุ้น” แก้แบบนี้ใช่ไหมครับ? | Q&A กล้วยๆ EP.1072
คุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่หรือเปล่า? เปิดพอร์ตมาทีไรก็เจอตัวเลขสีแดง จิตใจห่อเหี่ยวเพราะสถานะ “ติดดอยหุ้น” จนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ จะตัดสินใจ “คัทลอส (Cut Loss)” ก็ทำใจไม่ได้ แต่จะถือต่อไปก็มองไม่เห็นอนาคต
วันนี้เรามีแนวคิดดีๆ จากรายการ “ลงทุนกล้วยๆ” ที่จะช่วยคุณปรับมุมมองและ “แก้พอร์ตหุ้น” ให้กลับมาสดใสได้อีกครั้ง ด้วยการเลิกมองที่ “ต้นทุน” แล้วลุยต่อด้วย “โอกาส” ครับ
เลิกยึดติดกับ “อดีต” และ “ต้นทุน”
กฎข้อแรกของการเรียนรู้ “วิธีแก้ติดดอย” ที่หลายคนมักทำผิดพลาดคือ การมัวแต่จดจ้องอยู่กับราคาต้นทุนที่เราซื้อมา เช่น ซื้อมา 10 บาท ตอนนี้เหลือ 8 บาท ขาดทุนไป 20% ใจเรามักจะสั่งว่า “ต้องรอให้มันกลับไป 10 บาทก่อนแล้วค่อยขาย” เพื่อที่จะได้ไม่ขาดทุน
ความจริงแล้ว นี่เป็นชุดความคิดที่ผิดมหันต์ครับ! การลงทุนในตลาดหุ้นไม่สามารถดูแค่อดีตได้ การที่เราคาดหวังว่าหุ้นจะเด้งกลับไปที่ราคาเดิมเพียงเพราะเราซื้อมันมาในราคานั้น โดยไม่มีเหตุผลทางพื้นฐานรองรับ เป็นความเชื่อที่ผิด 100% สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วคือเราได้ “ขาดทุนหุ้น” ไปจริงๆ ในเชิงมูลค่า และเราต้องยอมรับความจริงตรงนี้ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
การลงทุนเปรียบเหมือน “การขับรถ”
ลองจินตนาการว่าการลงทุนก็เหมือนกับการขับรถครับ เวลาขับรถ สายตาเราต้องมองไปที่กระจกหน้า เพื่อดูว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร เป็นทางตรง ทางโค้ง หรือทางหักศอก เราไม่สามารถขับรถโดยมองแต่กระจกหลัง หรือยึดติดว่าถนนที่ผ่านมามันเป็นทางตรงตลอด แล้วคิดเอาเองว่าทางข้างหน้าก็ต้องตรงเหมือนเดิม
เช่นเดียวกัน การ “ปรับพอร์ตการลงทุน” ที่ดี ต้องมองไปที่ “อนาคต” (กระจกหน้า) ไม่ใช่ “อดีต” (กระจกหลัง) หากถนนข้างหน้าพังหรือไปต่อไม่ได้ การฝืนขับต่อไปตามเส้นทางเดิมก็มีแต่จะทำให้รถพังครับ
มองหา “Upside” แล้วกล้าที่จะ “Switch”
ทางออกของคนที่มีอาการ “ติดดอยหุ้น” ไม่ใช่การนั่งรอเฉยๆ แต่คือการประเมิน “อัพไซด์” (Upside) หรือโอกาสเติบโตของหุ้นตัวนั้นๆ ครับ ให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองชัดๆ สองข้อ:
- หุ้นตัวเดิมที่เราถืออยู่ที่ราคา 8 บาท มีโอกาสจะกลับไป 10 บาทได้จริงหรือไม่? (ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไหม?)
- ในตลาดตอนนี้ มีหุ้นตัวอื่นที่มี “โอกาส” เติบโตได้ดีกว่าและเร็วกว่าตัวเดิมที่ถืออยู่ไหม?
ถ้าคำตอบคือ “มีตัวอื่นที่ดีกว่า” คุณไม่ควรลังเลที่จะขายหุ้นตัวเดิมทิ้ง (แม้จะเป็นการรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชี) เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือไปซื้อโอกาสใหม่ที่ดีกว่า หรือที่นักลงทุนเรียกกันว่าการ “สวิตช์หุ้น (Switching)” นั่นเองครับ
บทสรุป
การยอมรับว่าเรา “ขาดทุนหุ้น” และตัดสินใจขายออกไป ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนล้มเหลว แต่มันคือการแสดงความจริงใจต่อพอร์ตการลงทุนของตัวเอง คนที่หลอกตัวเองคือคนที่กอด “หุ้นเน่า” ไว้แล้วหวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะกลับขึ้นมาต่างหาก
ถ้าคุณอยากรอดจากสภาวะดอย ให้โฟกัสที่ “โอกาสทำกำไรในอนาคต” ของหุ้นตัวใหม่ มากกว่าความเสียดายใน “ต้นทุนในอดีต” ของหุ้นตัวเดิมครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา และการเขียนบล็อกเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

